สำหรับการแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ วันที่ 7 มีคู่แข่งขันทั้งหมด 4 คู่ โดยเป็นเกมนัดที่ 2 ของแต่ทีม ซึ่งมีการประกบคู่ด้วยกันดังนี้ คู่แรก ทีมชาติตูนิเซีย พบ ทีมชาติออสเตรเลีย คู่ที่ 2 ทีมชาติโปแลนด์ พบ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย คู่ที่ 3 ทีมชาติฝรั่งเศส พบ ทีมชาติเดนมาร์ก และคู่ปิดท้ายของวันเป็น ทีมชาติอาร์เจนตินา พบ ทีมชาติเม็กซิโก โดยบทความนี้พวกเรา EkingsNews ได้ทำการรวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว
สำหรับการแข่งขันในวันที่ 7 นัดที่ 2 คู่แรก ตูนิเซีย พบกับ ออสเตรเลีย เทียบผลงานจากนัดแรกของทั้งสองทีม ทัพอินทรีแห่งคาร์เธจ ดูดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่พวกเขาไล่กวดทีมม้ามืดอย่าง เดนมาร์ก จนแทบไปไม่เป็น ขาดเสียแต่ความเฉียบคมที่ไม่สามารถจบสกอร์ได้ ผลสุดท้ายทั้ง 2 ทีมลงเอยด้วยการแบ่งแต้มกันไป แบบไร้สกอร์ อีกด้านหนึ่ง พลพรรคซอคเกอร์รูส์ เพิ่งถูกแชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส ถล่มมาอย่างย่อยยับ 4-1 ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายออกนำก่อน แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร เพราะหลังจากที่พวกเขาเป็นฝ่ายขึ้นนำตั้งแต่ไก่โห่แบบสุดเซอร์ไพรส์ หลังจากนั้นกลับทำอันตรายใดๆ กับเกมรับของ ทัพตราไก่ ไม่ได้อีกเลย ก่อนจะพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ต่อมาคู่ที่ 2 เป็นคิวของ โปแลนด์ พบกับ ซาอุดิอาระเบีย จากการแข่งขันในนัดแรก ฟอร์มการเล่นของ โปแลนด์ ค่อนข้างน่าผิดหวัง หลังจากที่พวกเขาปล่อยให้โอกาสทองในการคว้า 3 คะแนนแรกหลุดลอยไป ด้วยการพลาดจุดโทษของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกตัวความหวัง นั่นจึงทำให้เกมที่พบกับ เม็กซิโก อาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ชาติจากยุโรปทีมนี้ไม่ได้ไปต่อ ในขณะเดียวกัน ซาอุดิอาระเบีย ทำช็อกคนทั้งโลก ด้วยการล้มทีมเต็ง 2 อย่าง อาร์เจนตินา ด้วยการพลิกแซงกลับมาเอาชนะ พร้อมยึดตำแหน่งจ่าฝูงของตารางคะแนนกลุ่ม C แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามจากชัยชนะดังกล่าวเชื่อว่าเกมในวันนี้จะทำให้พวกเขาลงเล่นด้วยความมั่นใจอันสูงลิ่ว และอาจเล่นติดประมาทกันไปเอง จนทำให้เสียท่าก็เป็นได้ เนื่องจาก โปแลนด์ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์หลังชนฝา จำเป็นต้องไล่บี้เปิดเกมรุกอัดเข้าใส่ ซาอุฯ แบบลืมตายอย่างแน่นอน
ถัดมาคู่ที่ 3 จะเป็นแมตช์ล้างตา ระหว่าง ฝรั่งเศส และ เดนมาร์ก หากวัดจากผลงานในเกมแรกแบบปอนด์ต่อปอนด์ พูดได้เต็มปากเลยว่า ทัพตราไก่ เหนือกว่าอยู่หลายขุม หลังจากที่พวกเขาแสดงให้ถึงความห่างชั้นกับ ออสเตรเลีย ก่อนจะเอาชนะไปได้แบบไม่ยากเย็น อีกฝากหนึ่ง ทัพโคนม ที่เพิ่งเสมอกับ ตูนิเซีย ไปแบบไม่มีสกอร์ เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า เกมรุกของพวกเขายังขาดความเฉียบคม และอาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ ฝรั่งเศส ถือไพ่ในมือเหนือกว่า อย่างไรก็ตาม การพบกันของทั้ง 2 ทีม ที่ผ่านมาในศึก ยูฟ่า เนชันส์ลีก น่าประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก เนื่องจาก ทัพตราไก่ ปราชัยต่อ ทัพโคนม แบบทั้งไป และกลับ ดังนั้นเกมนี้จึงน่าสนใจมากว่า ฝรั่งเศส จะรักษาแผลใหญ่จากครั้งก่อนได้หรือไม่
ส่วนคู่ปิดท้ายของวันถือเป็นคู่ที่น่าจับตามองที่สุด โดยจะเป็นการห้ำหั่นกันระหว่าง อาร์เจนตินา และ เม็กซิโก ต้องยอมรับว่า ทัพฟ้าขาว ลงประเดิมสนามในนัดแรกของพวกเขาได้แบบสุดกร่อย หลังพ่ายให้กับ ซาอุดิอาระเบีย ไปแบบล็อคถล่ม หักปากกาเซียนทุกสำนัก ซึ่งถ้าหากพวกเขายังไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งให้สมศักดิ์ศรี แชมป์ โคปา อเมริกา ปีล่าสุดมาได้ และผลการแข่งขันต้องจบลงด้วยการสะดุดลงอีกครั้ง ก็คงต้องถึงเวลาโบกมือลาจากทัวร์นาเมนต์ที่ กาตาร์ ส่วนทางด้าน ทัพจังโก้ รอดตายจากนัดก่อนมาได้แบบหวุดหวิด หลัง กิเยร์โม โอชัว ผู้รักษาประตูคนเก่งสวมบทฮีโร่เซฟจุดโทษให้ทีมรอดพ้นจากความปราชัยมาได้ แต่มาในวันนี้พวกเขาต้องพบกับศึกหนักด้วยการท้าชนกับ ทีมของ ลิโอเนล สคาโลนี จึงต้องมาร่วมลุ้นว่า นายทวารของ คลับ อเมริกา จะยังคงโชว์ฟอร์มเซฟอันเหนียวหนึบได้อีกหรือไม่
ตูนิเซีย 0-1 ออสเตรเลีย
Australia secure the three points! ?@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 26, 2022
ตูนิเซีย พลาดท่าพ่ายให้กับ ออสเตรเลีย ไปด้วยสกอร์ 0-1 ไม่สามารถคว้า 3 แต้มที่ต้องการมาได้
ถึงแม้ว่าก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ทัพอินทรีแห่งคาร์เธจ จะดูดีกว่าจากผลงานนัดที่ผ่านมา ทว่าในวันนี้พวกเขามีฟอร์มการเล่นที่ตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด และปัญหาการจบสกอร์ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ขณะเดียวกันก็ต้องชื่นชมเกมรับของ ซอคเกอร์รูส์ ที่แน่นเสียจนคู่แข่งเล่นงานไม่ได้ ก่อนจะเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะไปจากประตูโทน
ครึ่งแรก
นาทีที่ 23 ออสเตรเลีย ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกโหม่งของ มิตเชลล์ ดุ๊ก
นาทีที่ 26 อาอิสซา ไลดูนี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่เขาไปศอกใส่ผู้เล่นออสเตรเลีย
หมดเวลาแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ตูนิเซีย ตามหลัง ออสเตรเลีย อยู่ 0-1
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 65 อาลี อับดี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่ไปดึงผู้เล่นออสเตรเลียล้มลงไป
นาทีที่ 90+3 เฟรญานี ซัสซี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะใช้มือปัดบอล ในขณะที่ ออสเตรเลีย กำลังเล่นลูกสวนกลับ
จบการแข่งขันไม่มีประตูเพิ่ม ตูนิเซีย พ่ายให้กับ ออสเตรเลีย 0-
ประเด็นที่น่าสนใจ
Australia's third ever World Cup win. #AUS | #FIFAWorldCup pic.twitter.com/tcugehCJVj
— Football Tweet ⚽ (@Football__Tweet) November 26, 2022
- หลังจบการแข่งขันในนัดนี้ ทำให้ ออสเตรเลีย ชนะเป็นนัดที่ 3 ในศึกฟุตบอลโลก
- จากความพ่ายแพ้ของ ตูนิเซีย ในวันนี้ ส่งผลให้พวกเขามีสิทธิ์ร่วงตกรอบสูง เพราะคู่แข่งนัดถัดไป คือ ฝรั่งเศส
- เห็นได้ชัดเลยว่าเกมรุกของ ตูนิเซีย ปืนฝืด และเป็นทีมแรก ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ไม่สามารถทำประตูได้ 2 นัดติดต่อกัน
- ต้องชื่นชมแนวรับของ ออสเตรเลีย ที่มีความเหนียวแน่น จนทำให้ ตูนิเซีย เจาะไม่เข้า
- ครึ่งเวลาแรก ตูนิเซีย ยิงไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
- ครึ่งเวลาหลัง ออสเตรเลีย ยิงไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
โปแลนด์ 2-0 ซาอุดิอาระเบีย
It's a win for Poland! ??@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 26, 2022
โปแลนด์ เค้นฟอร์มแกร่งกลับมาได้อีกครั้ง หลังกำชัยเหนือ ซาอุดิอาระเบีย ไปด้วยสกอร์ 2-0
รูปเกมในวันนี้ดูเหมือนว่า ทัพเหยี่ยวเขียว จะเป็นฝ่ายที่หาโอกาสจบสกอร์เยอะกว่า ทว่าฟุตบอลวัดกันที่ความเฉียบคม เพราะทางฝั่งของ โปแลนด์ ที่มีโอกาสน้อยกว่ากลับเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นประตูได้ นั่นจึงเป็นข้อแตกต่าง และตัวตัดสินผลการแข่งขันของแมนตช์นี้
ครึ่งแรก
นาทีที่ 15 ยาคุบ คิวิออร์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่ไปยันใส่หน้าแข้งของ ซาเลห์ อัล-เชห์รี
นาทีที่ 16 แม็ตตี้ แคช ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดหนักใส่ นาสเซอร์ อัล-เดาซารี
นาทีที่ 19 อาร์คาดิอุส มิลิค ได้รับใบเหลือง จากจังหวะดึงผู้เล่นซาอุดิอาระเบียล้มลงไป
นาทีที่ 20 อับดูเลลลาห์ อัล-มัลคี ได้รับใบเหลือง
นาทีที่ 39 โปแลนด์ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากการยิงเข้าไปแบบโล่งๆ ของ ปิโอเตอร์ ซีลินสกี้
นาทีที่ 45 ซาอุดิอาระเบีย ได้จุดโทษ จากจังหวะการทำฟาล์วของ คริสเตียน บีลิค
นาทีที่ 45+1 ซาอุดิอาระเบีย พลาดโอกาสตีเสมอ หลัง นาสเซอร์ อัล-เดาซารี ยิงไปติดเซฟของ วอยเชียค เชสนี
นาทีที่ 45+4 อับดูเลลาห์ อัล-อัมรี ได้รับใบเหลืองจากจังหวะไปย่ำใส่เท้าของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก โปแลนด์ ออกนำ ซาอุดิอาระเบีย ไปก่อน 1-0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 82 โปแลนด์ ทิ้งห่างออกไปเป็น 2-0 จากการทำประตูของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
หมดเวลาการแข่งขัน โปแลนด์ เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปได้ด้วยสกอร์ 2-0
ประเด็นที่น่าสนใจ
Robert Lewandowski has over 600 career goals.
— B/R Football (@brfootball) November 26, 2022
That was his first in a World Cup ? pic.twitter.com/HBbKAyodgY
- นี่เป็นแมตช์แรกของศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ครึ่งแรกทดเวลานานถึง 10 นาที
- โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เบิกประตูแรก ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ได้สำเร็จ
- ลูกยิงดังกล่าวเป็นประตูที่ 600 ตลอดอาชีพค้าแข้ง ของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
- ซาอุดิอาระเบีย มีจังหวะจบสกอร์ที่จะแจ้งกว่า โปแลนด์ มาก ทว่าพวกเขากลับยิงไม่คม
- วอยเชียค เชสนี คือ ฮีโร่ของวันนี้ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม เพราะถ้าหากลูกจุดโทษของ นาสเซอร์ อัล-เดาซารี เป็นประตู ผลการแข่งขันจะออกมาอีกหน้าหนึ่งทันที
ฝรั่งเศส 2-1 เดนมาร์ก
France get the win! ??
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 26, 2022
The holders are the first team into the last 16 at #Qatar2022@adidasfootball | #FIFAWorldCup
ทัพเลอ เบลอส์ โชว์ฟอร์มแกร่งสมราคาทีมแชมป์เก่า ด้วยการเบียดเอาชนะ เดนมาร์ก 2-1
ฝรั่งเศส มีประวัติการพบ เดนมาร์ก ไม่ดีนักในยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่พวกเขาเป็นฝ่ายแพ้ 2 เกมติดต่อกัน แต่ทว่าในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก คิลิยัน เอ็มบัปเป้ งัดฟอร์มกดสองประตูพาทีมการันตีเข้ารอบน็อคเอาท์เรียบร้อยแล้ว
ครึ่งแรก
ฝรั่งเศส ได้โอกาสลุ้นจะแจ้งนาที 20 จากจังหวะครอสบอลจากริมเส้นฝั่งขวาของ อุสมาน เดมเบเล เปิดบอลไปหน้าประตูให้ อาเดรียง ราบิโอต์ โฉบมาโขกเต็ม ๆ ติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิล
นาที 32 ฝรั่งเศส ได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ อองตวน กรีซมันน์ ทำชิ่งกับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ หลุดไปยิงอัดมุมแคบติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิล
ครึ่งหลัง
ตราไก่ มาได้ประตูขึ้นนำนาที 61 จากจังหวะที่ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้บอลก่อนฝากให้ เตโอ แอร์กน็องเดช เติมเข้าเขตโทษก่อนหักกลับมาให้ เอ็มบัปเป้ ซัดด้วยขวาเข้าประตู ฝรั่งเศสนำ 1-0
เดนมาร์ก ไม่มียอม มาได้ประตูตีเสมอนาที 68 จากลูกเตะมุม คริสเตียน อีริคเซน เปิดบอลมาเสาแรกให้ โยอาคิม แอนเดอร์เซน โขกชงไปหน้าประตูให้ อันเดรียส คริสเตนเซน พุ่งมาโขกตุงตาข่าย สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1
เดนมาร์ก เกือบได้ประตูแซงนำนาที 72 จากจังหวะที่ โยอาคิม เมห์เล เติมเกมขึ้นมาในกรอบเขตโทษก่อนปาดเข้ากลางให้ เยสเปอร์ ลินด์สตอร์ม ได้ซัดเหน่งๆ ติดเซฟ อูโก้ ยอริส
ฝรั่งเศส ได้ประตูนำอีกครั้ง จากบอลยาวมาให้ คิงสลีย์ โกม็อง ตัวสำรองตามมาเก็บบอลก่อนย้อนกลับมาให้ อองตวน กรีซมันน์ โยนไปเสาไกลให้ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ วิ่งชาร์จบอลเข้าประตู ฝรั่งเศส นำ 2-1 ก่อนจบด้วยสกอร์ดังกล่าว
ประเด็นที่น่าสนใจ
Italy 2010 ❌
— B/R Football (@brfootball) November 26, 2022
Spain 2014 ❌
Germany 2018 ❌
France are the first holders since Brazil in 2006 to make it out of their World Cup group ?? pic.twitter.com/yuZRReggcn
- ฝรั่งเศส กลายเป็นทีมแรกที่การันตีการผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ
- คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ทำสถิติยิงประตูในฟุตบอลโลกไปแล้ว 7 ประตู มากกว่ารุ่นพี่ทีมชาติอย่าง เธียร์รี อองรี ที่ทำไป 6 ประตู
- ฝรั่งเศสเป็นแชมป์เก่าทีมแรกนับตั้งแต่บราซิลปี 2006 ที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ไปป้องกันแชมป์ต่อได้สำเร็จ
- เหลือเพียง ฌุสต์ ฟงแตน (13 ประตูX ที่เป็นนักเตะฝรั่งเศสคนเดียวที่ทำประตูได้มากกว่า คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ในฟุตบอลโลก
- มีเพียงนักเตะฝรั่งเศส 2 คนที่ยิงประตูในฟุตบอลโลก 2 หนได้อย่างน้อยหนละ 3 ประตู นั่นคือ เธียร์รี อองรี (ปี 1998 และ 2006) กับ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ (ปี 2018 และ 2022)
อาร์เจนตินา 2-0 เม็กซิโก
Argentina’s #FIFAWorldCup hopes stay alive! ??@adidasfootball | #Qatar2022
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 26, 2022
ด้วยอันดับในตารางก่อนเกมที่กดดันหนัก ทำให้ทัพฟ้าขาวเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากและรูปเกมที่อึดอัดในการเจอกับทีมชาติ เม็กซิโก สุดท้ายพวกเขามาได้ประตูปลดล็อคจาก ลิโอเนล เมสซี และประตูปิดกล่องขจาก เอ็นโซ เฟร์นานเดซ พาทีมเอาชนะ 2-0 ลุ้นเข้ารอบต่อในเกมนัดสุดท้าย
ครึ่งแรก
ครึ่งแรกทั้งสองทีมไม่ค่อยมีโอกาสทำประตูใส่กันมากนัก โดยรูปเกมค่อนข้างอึดอัด และการเข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วง
โอกาสใกล้เคียงที่สุดในครึ่งแรกเป็นของ เม็กซิโก จากลูกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ อเล็กซิส เวก้า ได้ยิงด้วยขวาบอลพุ่งตรงกรอบแต่ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ บินมารับได้อยู่มือ
ครึ่งหลัง
อาร์เจนตินามาได้ประตูขึ้นนำนาที 65 จากจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนกดยิงด้วยซ้ายบอลพุ่งเรียดเสียบเสาไกล อาร์เจนตินา ออกนำ 1-0
ทัพฟ้าขาวมาได้ประตูที่สองนาที จากจังหวะเล่นลูกเตะมุมสั้นแล้ว ลิโอเนล เมสซี ไหลบอลให้ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ สอดขึ้นมาในเขตโทษก่อนปั่นด้วยขวาบอลโค้งเสียบเสาไกลสุดสวย อาร์เจนตินา นำห่าง 2-0
จบเกม อาร์เจนตินา เอาชนะ เม็กซิโก 2-0 เก็บเพิ่มเป็น 3 คะแนนต้องไปลุ้นเข้ารอบในเกมนัดสุดท้ายกับ โปแลนด์
ประเด็นที่น่าสนใจ
1 – Lionel Messi is now both the youngest (18y 357d vs Serbia in 2006) and the oldest (35y 155d vs Mexico today) player to both score and assist in a single World Cup game since the start of the 1966 tournament. Longevity. pic.twitter.com/e6Ak6fmI8l
— OptaJoe (@OptaJoe) November 26, 2022
- ลิโอเนล เมสซี ลงสนามในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นเกมที่ 21 ทาบสถิติของ ดิเอโก้ มาราโดนา ในการเป็นนักเตะอาร์เจนตินาที่ลงสนามมากที่สุดในรายการนี้
- เกมคู่ระหว่าง อาร์เจนตินา กับ เม็กซิโก ที่สนาม ลูซาอิล สเตเดี้ยม มีผู้ชมมากถึง 88,966 คน
- ลิโอเนล เมสซี ทำประตูในฟุตบอลโลกไปแล้ว 8 ประตูเท่ากับ ดิเอโก้ มาราโดนา มีเพียง กาเบรียล บาติสตูต้า (10 ประตู) ที่ทำประตูให้ อาร์เจนตินา มากกว่า
- อันเดรส กัวร์ดาโด้ กลายเป็นนักเตะคนที่หกที่ลงสนามฟุตบอลโลก 5 สมัย (ปี 2006, 2010, 2014, 2018 และ 2022) และเป็นนักเตะเม็กซิโกคนที่สามต่อจาก อันโตนิโอ คาร์บาฆาล และ ราฟาเอล มาร์เกวซ
- ลิโอเนล เมสซี เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทั้งยิงทั้งจ่าย (18 ปี 357 วัน เกมพบ เซอร์เบีย ปี 2006) และอายุมากที่สุด (35 ปี 155 วัน พบ เม็กซิโก ปี 2022) นับตั้งแต่ปี 1966
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ