การแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 5 มีคู่แข่งขันทั้งหมดถึง 4 คู่ด้วยกัน ได้แก่ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ พบ ทีมชาติแคเมอรูน, ทีมชาติอุรุกวัย พบ ทีมชาติเกาหลีใต้, ทีมชาติโปรตุเกส พบ ทีมชาติกานา และมี ทีมชาติบราซิล พบ ทีมชาติเซอร์เบีย เป็นคู่ปิดท้าย โดยพวกเรา EkingsNews ได้รวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจในค่ำคืนนี้มารวมไว้ที่นี่หมดแล้ว
สำหรับการแข่งขันในคืนที่ 5 คู่แรก เป็นการโคจรมาพบกันของ ประเทศแห่งนวัตกรรม อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ทีมที่ขนสตาร์ดังจากศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมด้วยแข้งมากประสบการณ์หลายรายไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็น เซอร์ดาน ชากิรี, มานูเอล อคานจี, เดนิส ซาคาเรีย หรือแม้กระทั่ง กรานิต ชากา ท้าชนกับชาติตัวแทนจากกาฬทวีป อย่าง ทัพหมอผี แคเมอรูน ที่นำทัพมาโดย แว็งซ็องต์ อาบูบาคาร์ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 ของทีมชาติ และยังศูนย์หน้าตัวความหวัง อย่าง เอริค-มักซิม ชูโป-โมติง จาก บาเยิร์น มิวนิค
จากนั้นในคู่แข่งขันที่ 2 เป็นคิวของ อุรุกวัย พบกับ เกาหลีใต้ อีกหนึ่งชาติตัวแทนจากฝั่งเอเชียของเรา ซึ่งถึงแม้ว่า บรรดาเหล่าแข้งซูเปอร์สตาร์ของ ทัพจอมโหด จะโรยราตามอายุอานามที่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ดิเอโก้ โกดิน, เอดิสัน คาวานี และ หลุยส์ ซัวเรซ ทว่าพวกเขามีดาวดวงใหม่ที่พร้อมรอเวลาเฉิดฉายอยู่ทุกขณะ นั่นคือ ดาร์วิน นูนเญซ หัวหอกของลิเวอร์พูล ส่วนทางด้านฝั่ง ทัพโสมขาว แน่นอนว่า ‘เดอะแบก’ ของทีมคงหนีไม่พื้น ซน ฮึง-มิน ดาวยิงจากท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ถึงแม้ฟอร์มการเล่นจะไม่ร้อนแรงเหมือนกับปีที่ผ่านมา แต่ตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก พร้อมประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างสุกงอม จะช่วยให้พวกเขาต่อกรกับ ทีมจากอเมริกาใต้ได้อย่างสูสี
ถัดมาในแมตช์ที่ 3 จะเป็นการลงฟาดแข้งกันระหว่าง แชมป์ยูโร ปี 2016 อย่าง โปรตุเกส และ กานา หากมองแค่ผิวเผิน ทัพฝอยทอง ดูจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่าในทุกเหลี่ยมมุม ไม่ว่าจะเป็นฟอร์มการเล่น หรือขุมกำลัง พร้อมนำทัพโดย เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่พร้อมทุบสถิติใหม่ๆ อยู่เสมอ ในขณะที่ ทัพดาวดำ มีตัวชูโรงเป็น 2 พี่น้อง จอร์แดน และ อังเดร อายิว โดย อังเดร ดาวเตะผู้พี่มีดีกรีเป็นถึงนักเตะที่ลงเล่นให้กับ ทีมชาติกานา มากที่สุดตลอดกาลที่ 110 นัด
ส่วนคู่ปิดท้ายถือเป็นคู่เอกของวันโดยเป็นศึกระหว่าง ทีมเต็ง 1 ประจำทัวร์นาเมนต์ อย่าง บราซิล พบกับ เซอร์เบีย สำหรับ ทัพแซมบ้า คงไม่ต้องสาธยายถึงความพร้อมก่อนเกม เนื่องจากขุนพลทั้ง 26 ราย ของพวกเขาฟิตพร้อมลงสนามสำหรับค่ำคืนนี้ โดยมี เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์จาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เป็นตัวความหวังสูงสุด ในขณะเดียวกันทางด้าน เซอร์เบีย ที่มีหัวหอกตัวเก่งอย่าง ดูซาน วลาโฮวิช ยืนค้ำอยู่ในแดนหน้า อาจสร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ ขึ้นในแมตช์นี้ก็เป็นไปได้
สวิตเซอร์แลนด์ 1-0 แคเมอรูน
Switzerland begin #Qatar2022 with three points! ??@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 24, 2022
ทีมจากแดนแห่งยอดเขาสูง ประเดิมสนามสวยด้วยการเฉือนเอาชนะ ทีมหมอผี ไปได้ด้วยสกอร์ 1-0
สำหรับรูปเกมในคู่นี้ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน มีจังหวะจบสกอร์ที่จะแจ้งกว่า ก่อนจะได้ประตูชัยในช่วงต้นครึ่งหลัง
ครึ่งแรก
นาทีที่ 36 กอลแล็ง ไฟ แบ็คขวาแคเมอรูน ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดช้าใส่ นิโก้ เอลเวดี้
หมดเวลาการแข่งขันใช่ช่วงครึ่งเวลาแรก สวิตเซอร์แลนด์ เสมอกับ แคเมอรูน สกอร์อยู่ที่ 0-0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 48 สวิตเซอร์แลนด์ ออกนำ 1-0 จากการเปิดเข้ามาของ เซอร์ดาน ชากิรี ให้ บรีล เอ็มโบโล ได้ยิงจ่อๆ เข้าไป
นาทีที่ 64 นิโก้ เอลเวดี้ ได้รับใบเหลือง จากการตัดเกมสวนกลับของ แคเมอรูน
นาทีที่ 83 มานูเอล อคานจี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะดึง อังเดร แฟรงค์ แซมโบ อองกีซซา ล้มลงไป
จบการแข่งขัน สวิตเซอร์แลนด์ เฉือนเอาชนะ แคเมอรูน ไปด้วยสกอร์ 1-0
ประเด็นที่น่าสนใจ
Breel Embolo, who was born in Cameroon, didn’t celebrate after opening the scoring against them for Switzerland ? pic.twitter.com/pqmE1bcUJX
— B/R Football (@brfootball) November 24, 2022
- นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ที่ทั้ง 2 ทีมเคยเผชิญหน้ากัน
- บรีล เอ็มโบโล เบิกประตูแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ให้กับตัวเองได้สำเร็จ และไม่ฉลองการทำประตูด้วยท่าดีใจใดๆ เนื่องจากเขาเกิดในประเทศแคเมอรูน
- ช่วงครึ่งแรก แคเมอรูน ทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี หลังเกมรุกของ สวิตเซอร์แลนด์ ทำอันตรายพวกเขาไม่ได้เลย และถึงแม้จะตกเป็นฝ่ายที่ครองเกมน้อยกว่า แต่จังหวะสวนกลับของพวกเขามีความน่ากลัว และได้จบสกอร์แทบทุกครั้ง ผิดกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เล่นกันขาดๆ เกินๆ สร้างโอกาสจบสกอร์ได้น้อยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในพื้นที่สุดท้ายของคู่แข่งได้มากกว่า ก่อนการแข่งขันใน 45 นาทีแรก จะจบลงการยิงเข้ากรอบ 0 ครั้ง
- เมื่อ สวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นไปสู่พื้นที่สุดท้ายของคู่แข่ง พวกเขาเล่นมากจังหวะเกินไป จนทำให้เสียโอกาสจบสกอร์หลายครั้ง
- เอริค-มักซิม ชูโป-โมติง กองหน้าตัวความหวังของ แคเมอรูน ค่อนข้างโดดเดี่ยว เนื่องจาก ผู้เล่นส่วนใหญ่ลงไปอยู่ในแดนของตัวเอง ไม่ใครเติมขึ้นมาช่วย จนเสียโอกาสได้ประตูตีเสมอหลายครั้ง
- ฟากุนโด เทลโญ ผู้ชี้ขาดเกมในวันนี้ เคยแจกใบแดง 10 ใบ ภายในการแข่งขันนัดเดียวมาแล้ว ในเกมรอบชิงชนะเลิศ อาร์เจนไตน์ โทรฟี่ ออฟ แชมเปียนส์ คู่ระหว่าง โบคา จูเนียร์ และ ราซิ่ง คลับ
- นาทีที่ 83 ของการแข่งขัน บอลไปโดนแขนผู้เล่นของ แคเมอรูน ชัดเจน แต่ผู้ตัดสินกลับปล่อยผ่าน และไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณจากห้อง VAR
อุรุกวัย 0-0 เกาหลีใต้
Uruguay and Korea Republic begin their campaigns with a point ????@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 24, 2022
อุรุกวัย และ เกาหลีใต้ ลงเล่นในนัดแรกของพวกเขาได้อย่างสมศักดิ์ศรีไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยสกอร์ 0-0 แบ่งกันไปฝั่งละแต้ม
ทั้ง 2 ทีมมีโอกาสได้ประตูขึ้นนำในหลายๆ ครั้ง ทว่าเปลี่ยนให้เป็นสกอร์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น การยิงจ่อๆ ข้ามคาน ออกไป ของ ทัพโสมขาว หรือจะเป็น ลูกยิง และโหม่ง แต่ชนเสา ของ ทีมจอมโหด
ครึ่งแรก
เกมในครึ่งเวลาแรกทั้ง 2 ทีมค่อนข้างเล่นทันกัน และมีเกมรับที่เหนียวแน่นด้วยกันทั้งคู่ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ได้ยิงเฉี่ยวกันไปมาอยู่หลายครั้ง ทว่า เกาหลีใต้ มีจังหวะได้ส่องแบบใกล้เคียงจะเป็นประตูขึ้นนำมากที่สุด ในนาทีที่ 34 จากจังหวะที่ นา ซัง-โฮ เปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษให้ ฮวาง อึย-โจ ได้ยิงแบบโล่งๆ ไม่มีตัวประกบ ทว่าบอลเหินข้ามคานออกไป คว้าโอกาสทองไว้ไม่ได้ เช่นเดียวกันกับ อุรุกวัย ในนาทีที่ 44 จากจังหวะเทคตัวโหม่งของ ดิเอโก้ โกดิน ทว่าบอลไปชนเสาเต็มๆ ก่อนที่การแข่งขันในช่วง 45 นาทีแรกจะหมดลง เสมอกันอยู่ที่ 0-0 และไม่มีใบเหลือง
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 57 มาร์ติน กาเซเรส ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดหนักใส่ ซน ฮึง-มิน
นาทีที่ 89 โช กยู-ซอง ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่ท่อนแขนของเขาไปฟาดใส่ โฮเซ คิเมเนซ
นาทีที่ 90 อุรุกวัย เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลัง เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ซัดไกลบอลไปชนเสาสนั่น
นาทีที่ 90+8 เปาโล เบนโต้ ผู้จัดการทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รับใบเหลือง
หมดเวลาการแข่งขัน อุรุกวัย เสมอกับ เกาหลีใต้ แบบไร้สกอร์ 0-0
ประเด็นที่น่าสนใจ
FIFA recorded ZERO shots on target during Uruguay vs. South Korea.
— ESPN UK (@ESPNUK) November 24, 2022
The first time that's happened in a World Cup game this century ? pic.twitter.com/XXPcXCudFP
- เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ทั้ง 2 ทีม ยิงไม่ตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
- ทั้ง 2 ทีมเป็นทีมที่มีระเบียบวินัยเกมรับดีมาก แทบไม่มีข้อผิดพลาด เล่นกันได้อย่างรัดกุม สกัดจังหวะสำคัญได้หลายครั้ง ขณะเดียวกันเกมรุกของพวกเขาค่อนข้างฝืดด้วยกันทั้งคู่ หลังไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสทองให้เป็นประตูได้เลย
- เปาโล เบนโต้ เป็นผู้จัดการทีมคนแรก ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ได้รับใบเหลือง
- อุรุกวัย ชุดนี้มีผู้เล่นลงรับใช้ชาติมากที่สุดตลอดกาลด้วยกัน 5 คน และได้ลงสนามในนัดนี้ถึง 4 คน ได้แก่ ดิเอโก้ โกดิน (160 นัด), หลุยส์ ซัวเรซ (135 นัด), เอดินสัน คาวานี (134 นัด) และ มาร์ติน กาเซเรส (116 นัด) โดยมีเพียง เฟร์นานโด มุสเลรา (133 นัด) เพียงคนเดียวที่ไม่ได้ลงเล่นในวันนี้
- ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอันดับ 1 และ 2 ของ อุรุกวัย อย่าง หลุยส์ ซัวเรซ (68 ประตู) และ เอดินสัน คาวานี (58 ประตู) ได้รับโอกาสลงสนามในวันนี้ ทว่าทั้ง 2 คนยังไม่สามารถบวกสถิติของตัวเองเพิ่มได้
โปรตุเกส 3-2 กานา
?? Portugal picks up three points against Ghana after a hectic second half@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 24, 2022
โปรตุเกส เกือบเอาตัวไม่รอดในนัดเปิดสนามของพวกเขา หลังเฉือนเอาชนะ กานา ไปได้ด้วยสกอร์ 3-2 และคว้า 3 คะแนนแรกที่ต้องการมาได้ ขึ้นยึดตำแหน่งจ่าฝูงของตารางคะแนนกลุ่ม H
ถึงแม้ว่า ทัพฝอยทอง จะดูได้เปรียบมากกว่าในเกมนี้ ทั้งในแง่ของโอกาสจบสกอร์ ขุมกำลังที่เหนือกว่า หรือแม้กระทั่ง เปอร์เซ็นต์การครองบอล ทว่าผู้เล่นแนวรับของพวกเขากลับดูไม่ค่อยมีสมาธิ เล่นลนลานกันไปเอง จนเกือบถูกเสมอในช่วงนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน
ครึ่งแรก
นาทีที่ 31 โปรตุเกส เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลัง คริสเตียโน โรนัลโด้ ส่งบอลเข้าไปสู่ก้นตาข่าย ทว่ามีจังหวะฟาล์วก่อนหน้า ทำให้สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0
นาทีที่ 45+1 โมฮัมเหม็ด คูดุส ได้รับใบเหลือง จากจังหวะยกเท้าสูง และไปยันใส่หน้าแข้งของผู้เล่นโปรตุเกส
หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก โปรตุเกส เสมอกับ กานา อยู่ที่ 0-0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 49 อังเดร อายิว ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดแบบไม่เจอบอล
นาทีที่ 57 อลิดู เซดู ได้รับใบเหลือง จากจังหวะวิ่งดับเครื่องชนใส่ เชา เฟลิกซ์
นาทีที่ 65 โปรตุเกส ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากการสังหารจุดโทษของ คริสเตียโน โรนัลโด้
นาทีที่ 73 กานา ตีเสมอเป็น 1-1 จากการทำประตูของ อังเดร อายิว
นาทีที่ 78 โปรตุเกส ออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากการทำประตูของ เชา เฟลิกซ์
นาทีที่ 80 โปรตุเกส หนีห่างออกไปเป็น 3-1 จากการทำประตูของ ราฟาเอล เลเอา
นาทีที่ 89 กานา ไล่มาเป็น 3-2 จากลูกโหม่งจ่อๆ ของ ออสมาร์ บูการี
นาทีที่ 90+1 อินญากี้ วิลเลียมส์ และ ดานิโล เปเรรา จากจังหวะเล่นนอกเกมใส่กัน
นาทีที่ 90+5 บรูโน แฟร์นันด์ส ได้รับใบเหลือง จากจังหวะตัดเกมสวนกลับของ กานา
หมดเวลาการแข่งขัน โปรตุเกส เฉือนเอาชนะ กานา ไปด้วยสกอร์ 3-2
ประเด็นที่น่าสนใจ
37-year-old free agent Cristiano Ronaldo getting it done at his fifth World Cup ? pic.twitter.com/gxeQajB2bF
— B/R Football (@brfootball) November 24, 2022
- คริสเตียโน โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ทำประตูในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกได้ 5 ครั้งติดต่อกัน
- คริสเตียโน โรนัลโด้ บวกสถิติลงเล่นมากที่สุดให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส เป็น 193 นัด
- จากจุดโทษของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ในวันนี้ ทำให้สถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลถูกขยับออกไปเป็น 118 ประตู
- คริสเตียโน โรนัลโด้ ตามหลังสถิติดาวซัลโวฟุตบอลโลกของ ทีมชาติโปรตุเกส ยูเซบิโอ (7 ประตู) เพียงแค่ประตูเดียว
- หลังจากที่ กานา ได้ประตูตีเสมอ อ็อตโต้ อั๊ดโด้ กุนซือของพวกเขาทำผิดพลาดมหันต์ หลังเปลี่ยนตัวผู้เล่นจนทำให้เกมรับพวกเขาหละหลวมเป็นอย่างมาก
- หลังจากที่ ออสมาร์ บูการี ทำประตูให้ กานา ไล่มาเป็น 3-2 เขาฉลองด้วยท่าดีใจของ คริสเตียโน โรนัลโด้
- จังหวะที่ อินญากี้ วิลเลียมส์ ฉกบอลมาจาก ดิโอโก้ คอสต้า ได้ในนาทีสุดท้าย ถ้าหากลูกนั้นไม่ลื่นเสียก่อนอาจเป็นประตูตีเสมอ 3-3 ของ กานา
- กานา เป็นชาติเดียวจากทวีปแอฟริกาที่สามารถทำประตูได้ในนัดเปิดสนาม ศึกฟุตบอลโลก 2022
บราซิล 2-0 เซอร์เบีย
?? A Richarlison brace sees Brazil pick up three points against Serbia@adidasfootball | #FIFAWorldCup
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 24, 2022
ทัพเซเลเซา ประเดิมสนามในนัดแรกด้วยฟอร์มอันร้อนแรง หลังไล่บดไล่บี้ เซอร์เบีย จนเอาชนะไปได้แบบไม่ยากเย็น 2-0
เกมในวันนี้ เซอร์เบีย ตั้งใจมารับใส่ บราซิล โดยเฉพาะ ทำให้รูปเกมที่ออกมาเป็น ทัพแซมบ้า ที่ได้เล่นอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะเดียวกันด้วยความที่ เซอร์เบียร์ ลงไปรับลึกมากเกินไป ทำให้เกมสวนกลับของพวกเขาไร้พิษสง และตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป
ครึ่งแรก
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นได้เพียงแค่ 7 นาที สตราฮินยา พาฟโลวิช กองหลังเซอร์เบีย ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่เขาเข้าไปพุ่งชนใส่ เนย์มาร์
หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ทั้ง 2 ทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันอยู่ที่ 0-0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 49 เนมานยา กูเดล ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ เนยร์มาร์
นาทีที่ 60 บราซิล เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลัง อเล็กซ์ ซานโดร ลองซัดไกลบอลพุ่งไปชนเสาเต็มๆ
นาทีที่ 62 บราซิล ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะยิงซ้ำเข้าไปของ ริชาร์ลิซอน
นาทีที่ 65 ซาซา ลูคิช ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่เขาไปโวยใส่ผู้ตัดสิน
นาทีที่ 73 บราซิล นำห่างออกไปเป็น 2-0 จากการกระโดดฟาดยิงแบบชงเองกินเองของ ริชาร์ลิซอน
จบการแข่งขัน บราซิล กำชัยเหนือ เซอร์เบีย 2-0
Richarlison! What have you done?! ?#FIFAWorldCup | @richarlison97 pic.twitter.com/kCKFdlINXq
— FIFA World Cup (@FIFAWorldCup) November 24, 2022
ประเด็นที่น่าสนใจ
RICHARLISON with the most iconic picture so far.
— pure ??CR7? (@EnglishAccent2) November 24, 2022
The sixth star for Brazil ?? is a matter of time ⏲ pic.twitter.com/tyKN2h6B9M
- ผลการแข่งในช่วงครึ่งเวลาแรกของทั้ง 4 คู่ จบลงด้วยผลสกอร์ 0-0 ทั้งหมด
- เกมในวันนี้ เซอร์เบีย ยิงไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
- ประตูที่ ริชาร์ลิซอน ทำได้ อาจเป็นประตูที่สวยที่สุดในทัวร์นาเมต์
- เนย์มาร์ ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ในนัดนี้ จนถูกเปลี่ยนตัวออกไป
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ