ศึกเวิลด์ คัพ 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ในวันที่สอง มีคิวลงฟาดแข้งทั้งหมด 3 คู่ ด้วยกัน โดยคู่เปิดหัวเป็นการแข่งขันระหว่างทีมขวัญใจมหาชน อย่าง ทีมชาติอังกฤษ พบกับ ทีมชาติอิหร่าน ถัดมาเป็นอีกหนึ่งคู่บิ๊กแมตช์จากกลุ่ม A ของเจ้าภาพ ระหว่าง ทีมชาติเซเนกัล พบ ทีมชาติเนเธอแลนด์ และปิดท้ายของวันด้วยการโคจรมาพบกันของ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา กับ ทีมชาติเวลส์

การแข่งขันในค่ำคืนที่ 2 คู่แรกเป็นการพบกันระหว่าง ทัพทรี ไลออนส์ กับ ชาติตัวแทนจากเอเชีย อย่าง อิหร่าน ซึ่งถ้าหากพูดถึงภาพรวมของทีม ต้องถือว่า ทีมสิงโตคำราม มีภาษีที่ดีกว่าในเรื่องของชื่อชั้น ความแข็งแกร่งทางร่างกาย และทักษะอันยอดเยี่ยมจากการเล่นอยู่ในลีกระดับสูงมาโดยตลอด อีกด้านหนึ่ง ทีมชาติอิหร่าน ก็ไม่น้อยหน้ายกขบวนแข้งฝีเท้าดีจากทั่วยุโรปมากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ตัวอย่างเช่น ซาดาร์ อัซมุน หัวหอกตัวชูโรงจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ที่มีสถิติรับใช้ชาติสุดโหดด้วยการลงเล่น 65 นัด ซัดไปแล้วทั้งสิ้น 41 ประตู หรือไม่ว่าจะเป็น เมห์ดี ทาเรมี ที่เล่นอยู่กับ ปอร์โต้  

สำหรับคู่ที่ 2 ดูเหมือนว่า ทีมชาติเซเนกัล จะตกเป็นรองตั้งแต่ก่อนทัวร์นาเมนต์สตาร์ท หลังตัวแบกของทีมอย่าง ซาดิโอ มาเน ได้รับบาดเจ็บ จนถูกตัดชื่อออก และไม่ได้เดินทางมาร่วมศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ผิดกับ ทัพอัศวินสีส้ม ที่ขนสตาร์ดังมาเต็มอัตราศึก พูดได้เต็มปากเลยว่าศึกเวิลด์ คัพ หนนี้ พวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 ไล่มาตั้งแต่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, เมมฟิส เดปาย, แฟรงกี้ เด ยอง หรือแม้กระทั่งตัวรุกที่เนื้อหอมที่สุดในตลาดซื้อขาย ณ เวลานี้ อย่าง โคดี้ กัคโป

คู่ปิดท้ายเป็นการเปิดศึกระหว่าง ชาติมหาอำนาจของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา พบกับ ทัพมังกรแดง โดยคู่นี้มีขุมกำลังที่ค่อนข้างสูสีกัน เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ล้วนค้าแข้งอยู่ในลีกยุโรปด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าทางฝั่งทีมชาติเวลส์ ที่มี แกเร็ธ เบล เป็นกัปตันทีมลงนำทัพ อาจดูได้เปรียบกว่าเล็กน้อย เนื่องจากเขาเคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นแข้งที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง มีลูกยิงฟรีคิกที่สุดแสนอันตราย จบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม ถึงแม้ว่าความเร็วจะตกหล่นลงไปบ้างด้วยอายุอานามที่มากขึ้น กอปรกับสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตเหมือนเก่า แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา จะช่วยให้ทั้ง 2 ทีมสู้กันได้อย่างสนุกสูสี

อังกฤษ 6-2 อิหร่าน

ทัพทรี ไลออนส์ ออกสตาร์ทในศึกฟุตบอลโลก 2022 นัดแรก ได้อย่างสวยหรู หลังถล่ม ทีมชาติอิหร่าน ไปอย่างยับเยิน 6-2

ผลการแข่งขันที่ออกมา และภาพรวมถือว่าเป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการฟาดแข้งกันในแมตช์นี้ เป็นทางด้าน ทัพสิงโตคำราม ที่ครองเกมพับสนามบุก ชาติตัวแทนจากเอเชียอยู่ฝ่ายเดียว จนพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน และต้องพึ่งจังหวะฉาบฉวยเอาเท่านั้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 9 อาลีเรซา เบรานวานด์ ผู้รักษาประตูอิหร่าน โดนเข้าปะทะหนักที่บริเวณจมูกจากกองหลังฝั่งตัวเอง จนเลือดกำเดาไหล และใช้เวลาปฐมพยาบาลอยู่นานพอสมควร จนในท้ายที่สุดเจ้าตัวส่งสัญญาณไปยังซุ้มม้านั่งสำรองว่าเล่นต่อไม่ไหว ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไป

นาทีที่ 25 อลิเรซา ยาฮันบัคช์ ได้รับใบเหลือง จากการย่ำเท้าใส่ ลุค ชอว์

นาทีที่ 33 อังกฤษ เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลัง คีแรน ทริปเปียร์ เปิดลูกเตะมุมเข้ามา และเป็น แฮรี แม็คไกวร์ โหม่งบอลไปชนสามเหลี่ยมเต็มๆ

นาทีที่ 35 อังกฤษ ได้ประตูขึ้นนำ อิหร่าน 1-0 จากการที่ ลุค ชอว์ เปิดบอลเข้ามา และเป็น จู๊ด เบลลิงแฮม ได้โหม่งบอลย้อยๆ เข้าไปแบบหมดสิทธิ์เซฟ

นาทีที่ 43 อังกฤษ ทิ้งห่าง อิหร่าน ออกไปเป็น 2-0 จากการครอสลูกเตะมุมเข้ามาของ ลุค ชอว์ ถึง แฮรี แม็คไกวร์ และเป็นทาง แม็คไกวร์ โหม่งชงให้กับ บูกาโย ซาก้า ได้ซัดเข้าไปแบบจ่อๆ

นาทีที่ 45+1 อังกฤษ บวกเพิ่มอีกหนึ่งประตูเป็น 3-0 จากลูกเปิดเข้ามาของ แฮรี เคน และเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง ได้จิ้มบอลเข้าไป

จบการแข่งขันในครึ่งเวลาแรก ทีมชาติอังกฤษ นำห่าง ทีมชาติอิหร่าน 3-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 49 มอร์เตซา ปูราลิกานยี ปีกขวาของอิหร่าน ไปจิ้ม แฮรี เคน จากข้างหลัง และได้รับใบเหลือง

นาทีที่ 62 อังกฤษ หนี อิหร่าน ออกไปเป็น 4-0 บูกาโย ซาก้า รับบอลมาจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ก่อนจะเลี้ยงจี้ขึ้นมา และยิงแหวกผ่านแนวรับของคู่แข่งไปถึง 4 คน เข้าประตูไป

นาทีที่ 65 อิหร่าน ตีไข่แตก 4-1 จากการจ่ายเข้ามาในกรอบเขตโทษของ อาลี โกลิซาเดห์ ก่อนที่ เมห์ดี ทาเรมี จะซัดตามน้ำชนเสาเข้าไปแบบสวยงาม

นาทีที่ 66 แฮรี แม็คไกวร์ ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระแทกที่บริเวณศีรษะจนถูกเปลี่ยนตัวออกไป ต้องรอเช็คอาการว่า จะบาดเจ็บหนักแค่ไหน

นาทีที่ 72 อังกฤษ ทิ้งห่างออกไปไกลเป็น 5-1 จากการดูดบอลลงมา และจ่ายบอลต่อไปให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ล็อคหลบกองหลังอิหร่าน และส่งบอลเข้าไปสู่ก้นตาข่าย

นาทีที่ 90 อังกฤษ ยิงเพิ่มเป็น 6-1 จากการตบบอลเข้ามาของ คัลลัม วิลสัน และเป็น แจ็ค กรีลิช ที่ยิงเข้าไปแบบไม่ยากเย็น

นาทีที่ 90+8 ซาดาร์ อัซมุน หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงชนคานเต็มๆ สกอร์ยังอยู่ที่ 6-1

นาทีที่ 90+10 ผู้ตัดสินวิ่งไปเช็ค VAR ที่ จอห์น สโตน ไปดึงเสื้อผู้เล่นอิหร่าน

นาทีที่ 90+12 ผู้ตัดสิน ตัดสินให้เป็นจุดโทษของอิหร่าน และเป็นทางด้าน เมห์ดี ทาเรมี รับหน้าที่สังหารจุดโทษซัดเข้าไป ไล่มาเป็น 6-2

หมดเวลาการแข่งขัน ทีมชาติอังกฤษ เอาชนะ ทีมชาติอิหร่าน ไปแบบถล่มทลาย 6-2

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • จู๊ด เบลลิงแฮม เบิกประตูแรกให้ของตัวเองกับ ทีมชาติอังกฤษ ได้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลโลกนัดนี้
  • การสัมผัสบอลแรกของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ถูกเปลี่ยนเป็นตัวสำรองลงมา เป็นประตูทันที
  • ทีมชาติอังกฤษ ถล่มคู่แข่งไปถึง 6 ประตู ในทัวร์นาเมนต์นี้ครั้งล่าสุด คือ การเอาชนะ ทีมชาติปานามา ในศึกฟุตบอลโลกปี 2018 ด้วยสกอร์ 6-1
  • หลังจากที่ บูกาโย ซาก้า และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงจุดโทษไม่เข้าในรอบชิงศึกยูโร 2020 ทั้ง 2 คนประเดิมสนามด้วยการทำประตูได้ทั้งคู่
  • มีรายงานตอน แฮรี แม็คไกวร์ ถูกเปลี่ยนตัวออกไปว่า อาจเจ็บคอนคัสชั่น ต้องมาลุ้นว่าอาการบาดเจ็บดังกล่าวจะร้ายแรงขนาดไหน

เซเนกัล 0-2 เนเธอร์แลนด์

ตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลก 2022 แข่งขันเสร็จสิ้นไปแล้วด้วยกัน 2 คู่ เซเนกัล และ เนเธอร์แลนด์ ถือว่าเป็นมวยถูกคู่ เนื่องจากพวกเขามีฟอร์มการเล่นที่สูสีกันมาก จนกินกันไม่ลง ในช่วงครึ่งเวลาแรก

ก่อนที่การแข่งขันในครึ่งเวลาหลัง เป็นทาง เนเธอร์แลนด์ ทำได้ 2 ประตู ในช่วงท้ายเกม ส่งผลให้พวกเขาคว้า 3 แต้ม สุดล้ำค่ามีคะแนน และลูกได้เสียเท่ากับ เอกวาดอร์ ในตารางคะแนนฟุตบอลโลก กลุ่ม A

ครึ่งแรก

การแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ทั้ง 2 ทีมค่อนข้างเล่นกันได้อย่างสูสี ไม่มีใครเหนือกว่าใครอย่างชัดเจน และแทบไม่มีจังหวะจบสกอร์ชนิดที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงจะเป็นประตูเลย เนื่องจากรูปเกมค่อนข้างทันกัน ไม่มีทั้งใบเหลือง และประตูเกิดขึ้น

จบการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ทีมชาติเซเนกัล เสมอกับ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 56 มัทไธส์ เดอ ลิกต์ กองหลังทัพอัศวินสีส้ม ได้รับใบเหลือง จากการเข้าสกัดหนักใส่ผู้เล่นเซเนกัล

นาทีที่ 85 เนเธอร์แลนด์ ได้ประตูที่ต้องการ ขึ้นนำ เซเนกัล 1-0 จากลูกโหม่งของ โคดี้ กัคโป

นาทีที่ 90+4 น็อมปาลิส เมนดี้ กองกลางเซเนกัล ได้รับใบเหลือง จากการเข้าบอลช้า

นาทีที่ 90+6 อิดริสซา กานา เกย์ มิดฟิลด์เซเนกัล ได้รับใบเหลือง จากจังหวะขึ้นเทคตัวโหม่ง และชักศอกใส่ผู้เล่นเนเธอร์แลนด์

นาทีที่ 90+9 เนเธอร์แลนด์ นำห่างเป็น 2-0 จากการทำประตูของ ดาวี คลาสเซน

หมดเวลาการแข่งขัน ทีมชาติเซเนกัล ปราชัยต่อ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 0-2

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ในครึ่งแรกทั้ง 2 ทีม สู้กันได้อย่างสูสี จนไม่สามารถทำอะไรกันได้ ก่อนที่ เซเนกัล จะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และเสียสมาธิกันไปเอง จนเสีย 2 ประตูในช่วงท้ายเกม
  • การขาดหายไปของ ซาดิโอ มาเน ส่งผลกระทบกับเกมรุกของ เซเนกัล เป็นอย่างมาก เนื่องจากศูนย์หน้าที่มียังจบสกอร์ได้ไม่เฉียบคมพอ
  • ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของ เจ้าหนูกัคโป ในวันนี้ น่าสนใจมากว่าตลาดซื้อขายช่วงหน้าหนาว ทีมใดจะคว้าลายเซ็นของเขาไป

สหรัฐอเมริกา 1-1 เวลส์

ทัพลุงแซม เปิดหัวด้วยการเสมอแบ่งแต้มกับ ทัพมังกรแดง ไปฝั่งละ 1 แต้ม โดยรูปเกมในช่วงครึ่งเวลาแรก ดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกา จะทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลัง เวลส์ ไม่สามารถตั้งเกมรุกของพวกเขาได้เลย มิหนำซ้ำ ทีมมังกรแดง ยังแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในหลายๆ จังหวะ ตัวอย่างเช่น การเล่นที่ไม่เข้าขากัน รวมถึงการรับส่งบอลที่ไม่แม่นยำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งเวลาหลังราวกับหนังคนละม้วน กลับกลายเป็นฝั่ง เวลส์ ที่เล่นได้ดีกว่า จนตามตีเสมอได้สำเร็จ ซึ่งผลเสมอถือว่าเหมาะสมสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากภาพรวมที่ออกมานับว่าสู้กันได้อย่างสูสี ทั้ง 2 ทีม เล่นได้ดีฝั่งละครึ่งเวลา

ครึ่งแรก

นาทีที่ 11 แซร์จินโญ เดสต์ แบ็คขวาชาวมะกัน ได้รับใบเหลือง จากการเข้าสกัดบอลช้า

นาทีที่ 13 วินสตัน แม็คเคนนี กองกลางทีมลุงแซม ได้รับใบเหลือง จากการเสียบสกัดหนัก

นาทีที่ 36 สหรัฐอเมริกา ขึ้นนำ 1-0 จากการที่ คริสเตียน พูลิซิช จ่ายบอลแทงตามช่องขึ้นมายังจุดนัดพบ และเป็น ทิโมธี เวอาห์ ที่ใช้ความเร็ววิ่งเข้าไปยิงสวนตัว เวย์น เฮนเนสซีย์ ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย

นาทีที่ 40 แกเร็ธ เบล กัปตันทีมชาติเวลส์ ได้รับใบเหลือง จากการเข้าสกัดจากทางด้านหลัง

นาทีที่ 45+2 คริส เมฟาม กองหลังชาวเวลส์ ได้รับใบเหลือ จากการกระชาก คริสเตียน พูลิซิช ล้มลงกับพื้น

จบการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก สหรัฐอเมริกา เป็นฝ่ายออกนำ เวลส์ ไปก่อน 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 51 ทิม รีม ปราการหลังชาวอเมริกัน ได้รับใบเหลือง จากการดึง แกเร็ธ เบล ในจังหวะสวนกลับ

นาทีที่ 81 วอล์คเกอร์ ซิมเมอร์แมน เสียบสกัดใส่ แกเร็ธ เบล ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ

นาทีที่ 82 เวลส์ ได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากการสังหารจุดโทษของ แกเร็ธ เบล

นาทีที่ 90+10 เคลลีน อคอสต้า ได้รับใบเหลือง จากการดึง แกเร็ธ เบล ในจังหวะสวนกลับ

หมดเวลาการแแข่งขัน สหรัฐอเมริกา แบ่งแต้มเสมอกันไปกับ เวลส์ ด้วยสกอร์ 1-1

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • แกเร็ธ เบล คือ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติเวลส์ ด้วยสถิติการซัดไปแล้ว 40 ประตู ซึ่งการแข่งขันในวันนี้เจ้าตัวสามารถบวกเพิ่มได้อีก 1 ประตู นั่นจึงทำให้ปัจจุบันสถิติทำสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 41 ประตู
  • ทีมชาติเวลส์ ทำประตูแรกในศึกฟุตบอลโลก ได้สำเร็จ ในรอบ 64 ปี จากจุดโทษ ของ แกเร็ธ เบล
  • เวลส์ ชุดนี้ มีชื่อของผู้เล่นที่ลงสนามในนามทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 4 ราย ได้แก่ คริส กันเทอร์ (109 นัด), แกเร็ธ เบล (108 นัด), เวย์น เฮนเนสซีย์ (106 นัด) และ อารอน แรมซีย์ (75 นัด) ทว่ามีเพียงแค่ คริส กันเทอร์ ที่เคยลงเล่นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คนเดียวที่ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงวันนี้
  • แกเร็ธ เบล ทำสถิติลงเล่นในนามทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 109 นัด เทียบเท่ากับอันดับ 1 อย่าง คริส กันเทอร์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ