การแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 3 มีคู่แข่งขันทั้งหมดถึง 4 คู่ด้วยกัน ได้แก่ ทีมชาติอาร์เจนตินา พบ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย, ทีมชาติเดนมาร์ก พบ ทีมชาติตูนิเซีย, ทีมชาติเม็กซิโก พบ ทีมชาติโปแลนด์ และมี ทีมชาติฝรั่งเศส พบ ทีมชาติออสเตรเลีย เป็นคู่ปิดท้าย โดยพวกเรา EkingsNews ได้รวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจในค่ำคืนนี้มารวมไว้ที่นี่หมดแล้ว

สำหรับการแข่งขันในคืนที่ 3 คู่แรก เป็นการโคจรมาพบกันของ แชมป์โคปาอเมริกา ปีล่าสุดอย่าง ทีมฟ้าขาว ที่นำทัพมาโดย แข้งระดับจักรวาล อย่าง ลิโอเนล เมสซี ที่เพิ่งประกาศไปว่านี่คือศึกฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา พบกับ ชาติตัวแทนจากตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดิอาระเบีย สำหรับคู่นี้ต้องถือว่า ทัพฟ้าขาว เหนือกว่าอยู่หลายขุมไม่ว่าจะเป็นเบสิคฟุตบอล ตัวผู้เล่น ทักษะ พละกำลัง หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ทัพเหยี่ยวเขียว จะรับมือกับทีมเต็ง 2 อย่าง อาร์เจนตินา ได้อย่างไร

สำหรับคู่ที่ 2 เป็นการแข่งขันระหว่าง เดนมาร์ก พบกับ ตูนิเซีย ซึ่งทั้ง 2 ทีม มีขุมกำลังที่ค่อนข้างสูสีกันในแง่ของประสบการณ์การค้าแข้งในต่างแดน โดยทาง ทีมโคนม มีตัวชูโรง เป็น คริสเตียน อีริคเซน ที่ค้าแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในขณะที่ ทัพอินทรีแห่งคาร์เธจ มี วะห์บี คัซรี ดาวซัลโวสูงสุดอันดับ 2 ตลอดกาล ยืนค้ำหอกอยู่ในแดนหน้า พร้อมสร้างสถิติใหม่ในทุกขณะ

ส่วนคู่ที่ 3 เป็นการลงฟาดแข้งกันระหว่าง ทีมชาติเม็กซิโก พบกับ ทีมชาติโปแลนด์ เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องบอกว่า กินกันไม่ลง เนื่องจากพลพรรคจังโก้ อุดมไปด้วยแข้งมากประสบการณ์อายุแตะเลข 3 กันเสียส่วนใหญ่ ที่นำทีมโดย อันเดรส กวาร์ดาโด้ กัปตันทีมผู้ครองตำแหน่งรับใช้ชาติมากที่สุด 178 นัด ส่วนทางด้าน อินทรีโปแลนด์ มี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุคประจำตำแหน่งเตรียมถล่มตาข่ายอยู่บริเวณหน้าปากประตู

โดยคู่สุดท้ายเป็นคิวของ ทีมชาติฝรั่งเศส พบกับ ทีมชาติออสเตรเลีย ซึ่ง ทัพตราไก่ ในมือของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ค่อนข้างแตกต่างกับชุดแชมป์ปี 2018 มากพอสมควร จากการหายไปของ เอ็นโกโล ก็องเต้, คาริม เบนเซมา หรือแม้กระทั่ง ปอล ป็อกบา น่าสนใจมากว่าในค่ำคืนนี้ ทัพตราไก่ โฉมใหม่ จะต่อกรกับ ทัพจิงโจ้ ได้ดีขนาดไหน และ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ จะแผลงฤทธิ์ออกหรือไม่

อาร์เจนตินา 1-2 ซาอุดิอาระเบีย

อาร์เจนตินา ประเดิมสนามกร่อย หลังพ่าย ซาอุดิอาระเบีย ไปแบบช็อกโลก 1-2 ทั้งที่ได้ประตูเร็ว และรูปเกมในช่วงครึ่งเวลาแรกเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมในวันนี้ต้องยอมรับว่า ซาอุดิอาระเบีย ทำการบ้านมาดี แก้เกม ทัพฟ้าขาว ได้อย่างอยู่หมัด หลังใช้กลยุทธ์กับดักล้ำหน้าเล่นงานจน ทีมของสคาโลนี ไปไม่เป็น และบวกประตูที่ 2 เพิ่มไม่ได้เสียที ก่อนจะเสียท่าปราชัยไปหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว

ครึ่งแรก

การแข่งขันเริ่มต้นได้เพียงแค่ 9 นาที มีจังหวะที่ผู้เล่นทางฝั่ง ซาอุดิอาระเบีย ที่ไปดึง เลอันโดร ปาเรเดส ล้มลงไป ผู้ตัดสินวิ่งไปเช็ค VAR ก่อนจะตัดสินให้เป็นจุดโทษของ อาร์เจนตินา

นาทีที่ 10 อาร์เจนตินา ได้ประตูขึ้นนำเร็ว 1-0 จากการสังหารจุดโทษของ ลิโอเนล เมสซี

นาทีที่ 23 อาร์เจนตินา เกือบนำห่างเป็น 2-0 จากการหลุดเดี่ยวไปยิงของ ลิโอเนล เมสซี ทว่าเป็นลูกล้ำหน้าไปเสียก่อน

เป็นอีกครั้งที่ อาร์เจนตินา เกือบได้ประตูที่ 2 จากลูกชิพของ เลาตาโร มาร์ติเนซ ในนาทีที่ 28 ก่อนจะถูกตัดสินว่าเป็นลูกล้ำหน้าอีกครั้ง

นาทีที่ 35 อาร์เจนตินา ยังไม่ได้ลูกที่ 2 เสียที หลัง เลาตาโร มาร์ติเนซ รับบอลจาก ลิโอเนล เมสซ๊ และยิงเข้าไป แต่เป็นลูกล้ำหน้า

นาทีที่ 40+3 ซัลมาน อัล-ฟารัจญ์ กองกลางของซาอุดิอาระเบีย ได้รับอาการบาดเจ็บจนไม่สามารถเล่นต่อได้ และถูกเปลี่ยนตัวออกไป

จบการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ซาอุดิอาระเบีย ตกเป็นฝ่ายตามหลัง อาร์เจนตินา 0-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 48 ซาอุดิอาระเบีย ตีเสมอเป็น 1-1 จากการทำประตูของ ซาเลห์ อัล เชห์รี

นาทีที่ 53 ซาอุดิอาระเบีย แซง อาร์เจนตินา เป็น 2-1 จากลูกยิงแบบปั่นๆ ของ ซาเล็ม อัล ดอว์ซารี

นาทีที่ 67 อับดุลเลเลาะห์ อัล มาลกี ได้รับใบเหลืองใบแรกของเกม

นาทีที่ 75 อาลี อัล บุลัยฮี ได้รับใบเหลือง จากการถ่วงเวลา

นาทีที่ 79 ซาเล็ม อัล ดอว์ซารี ได้รับใบเหลือง

นาทีที่ 82 ซาอูด อับดุลฮามิด ได้รับใบเหลือง จากการเข้าสกัดหนัก

นาทีที่ 90+2 โมฮัมเหม็ด อัล-โอวาอิส ได้รับใบเหลือง จากจังหวะถ่วงเวลา

นาทีที่ 90+5 ยาสยาสเซอร์ อัล ชาห์รานี แบ็คซ้ายซาอุดิอาระเบีย ล้มลงไปกับพื้น จากจังหวะที่ศีรษะไปปะทะกับเข่าของ โมฮัมเหม็ด อัล-โอวาอิส ผู้รักษาประตูฝั่งตัวเอง ทว่ายังสามารถลุกขึ้นมาเล่นต่อได้

หมดเวลาการแข่งขัน อาร์เจนตินา พ่าย ซาอุดิอาระเบีย ไปแบบช็อกโลก 1-2

https://www.youtube.com/watch?v=3UhUnJvT1zY&ab_channel=RSISport

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ซาอุดิอาระเบีย เป็นทีมจากเอเชียชาติแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเอาชนะ อาร์เจนตินา ไปได้
  • เป็นครั้งแรกที่ ซาอุดิอาระเบีย เอาชนะคู่แข่งในนัดเปิดสนามได้
  • ซาอุดิอาระเบีย ยิงเข้ากรอบ 2 ครั้ง เป็น 2 ประตู
  • จนถึงตอนนี้ ซาอุดิอาระเบีย เป็นชาติที่เข้ามาเล่นในศึกฟุตบอลโลก โดยไม่สามารถเก็บคลีนชีทได้เลยแม้แต่เกมเดียว
  • ผู้เล่นทั้ง 26 คน ของ ซาอุดิอาระเบีย ล้วนเล่นอยู่ในลีกบ้านเกิดของตัวเอง
  • ลิโอเนล เมสซี ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ อาร์เจนตินา ทำได้ 1 ประตู ในเกมนี้ ทำให้สถิติถูกเพิ่มเป็น 92 ประตู
  • สถิติไร้พ่าย 36 นัด ติดต่อกัน ของ อาร์เจนตินา ยุติลง และยังคงเป็น อิตาลี ที่ทำได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 37 นัด
  • อาร์เจนตินา ไม่สามารถทำประตูจากลูกโอเพ่นเพลย์ใส่ ซาอุดิอาระเบีย ได้เลยในวันนี้
  • จากลูกจุดโทษในวันนี้ ทำให้ ลิโอเนล เมสซี ทำประตูในศึกฟุตบอลโลก เทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ 7 ประตู
  • ศึกฟุตบอลโลก 2022 ทำให้ ลิโอเนล เมสซี เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์นี้เป็นหนที่ 4
  • อาร์เจนตินา เป็นทีมที่โดนจับล้ำหน้าเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ถึง 10 ครั้ง

เดนมาร์ก 0-0 ตูนิเซีย

ตูนิเซีย เป็นทีมที่ทำได้ดีกว่าในช่วงครึ่งเวลาแรก หลังพวกเขาเป็นฝ่ายครองบอล และกระหน่ำบุกเสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่ในท้ายครึ่งแรกจะเป็นการบุกแบบชุดใหญ่ของ เดนมาร์ก

ทว่าการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาหลังเป็น ทัพโคนม ที่ทำได้ดีกว่า และมีจังหวะจบที่ได้น้ำได้เนื้อจนเกือบเป็นประตูขึ้นนำหลายครั้ง ก่อนที่การแข่งขันจะจบลงด้วยการแบ่งกันไปทีมละแต้ม    

ครึ่งแรก

นาทีที่ 23 ตูนิเซีย เกือบได้ประตูขึ้นนำ จากลูกยิงของ อิสซาม เยบาลี ทว่าล้ำหน้า

นาทีที่ 24 ราสมุส คริสเตนเซ่น ได้รับใบเหลือง

นาทีที่ 45 โธมัส เดเลนีย์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่าจนเล่นต่อไม่ไหว และถูกถอดออกไป ทว่ายังเป็นสัญญาณที่ดีที่เจ้าตัวเดินออกจากสนามเองได้

จบการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก และ ตูนิเซีย ยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันอยู่ที่ 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 55 เดนมาร์ก เกือบได้ประตูออกนำ ตูนิเซีย จากจังหวะยิงซ้ำเข้าไปของ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทว่าผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า

นาทีที่ 70 เป็นจังหวะที่ใกล้เคียงที่สุดของ เดนมาร์ก ที่จะได้ประตูขึ้นนำ หลัง อันเดรียส คอร์เนลิอุส โหม่งบอลไปชนเสาเต็มๆ สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

นาทีที่ 78 มาเธียส เจนเซ่น ได้รับใบเหลือง จากการตัดฟาล์วใส่ นาอิม สลิติ

นาทีที่ 86 ทาฮา ยาสซีน เคนิสซี ได้รับใบเหลือง จากการวิ่งดับเครื่องชนใส่ มาเธียส เจนเซ่น

นาทีที่ 90+5 ผู้ตัดสินวิ่งไปเช็ค VAR จากจังหวะแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษของ ตูนิเซีย ทว่าเป็นจังหวะบอลทูแฮนด์

หมดเวลาการแข่งขัน เดนมาร์ก กับ ตูนิเซีย เสมอกันไปแบบไม่มีสกอร์ 0-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • นี่เป็นการพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งคู่
  • วะห์บี คัซรี ผู้เล่นตูนิเซีย ที่มีดีกรีเป็นถึง ดาวซัลโวตลอดกาลอันดับ 2 ไม่ถูกส่งลงสนาม
  • เป็นแมตช์แรก ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่มีการเช็ค VAR แล้วไม่เป็นจุดโทษ
  • การแข่งขันในนัดนี้เป็นการแข่งขันนัดแรกที่จบลงด้วยผลเสมอ และไม่มีประตูเกิดขึ้น

เม็กซิโก 0-0 โปแลนด์

เป็นอีก 1 คู่ของวันที่ทั้ง เม็กซิโก และ โปแลนด์ ทำอะไรกันไม่ได้ ก่อนที่การแข่งขันจะจบลงด้วยผลเสมอแบ่งแต้มกันไปฝั่งละ 1 คะแนน

ในเกมนี้ เม็กซิโก เปิดเกมได้เหนือกว่า ทั้งการครองบอล จังหวะการเช้าทำ และจังหวะจบสกอร์ ทว่าพวกไม่สามารถเจาะเกมรับอันเหนียวแน่นของ โปแลนด์ ได้ อีกทั้ง กองหน้าตัวเก่งของพวกเขาอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังเบิกประตูแรกในศึกฟุตบอล 20222 ไม่ได้

ครึ่งแรก

นาทีที่ 29 ฮอร์เก้ ซานเชซ ได้รับใบเหลือง จากการตัดเกมสวนกลับของ โปแลนด์

จบการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก เม็กซิโก และ โปแลนด์ เสมอกันที่สกอร์ 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 56 โปแลนด์ ได้จุดโทษ จากการเช็ค VAR ของผู้ตัดสิน ทว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คว้าโอกาสไว้ไม่ได้ ยิงไปติดเซฟ ของ กิลเยร์โม่ โอชัว สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

นาทีที่ 76 เปอร์เซมิสลาฟ ฟรานคอฟสกี้ ได้รับใบเหลือง จากการทำฟาล์วใส่ หลุยส์ ชาเวซ

หมดเวลาการแข่งขัน เม็กซิโก เสมอกับ โปแลนด์ 0-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • การแข่งขันนัดนี้เป็นการใช้งาน สนาม สเตเดียม 974 ครั้งแรกประจำศึกฟุตบอลโลก 2022
  • โปแลนด์ เป็นทีมแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ไม่สามารถเปลี่ยนจุดโทษให้เป็นประตูได้
  • กิลเยร์โม่ โอชัว เซฟไปแล้วถึง 4 จุดโทษ ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก
  • วันที่ 2 ของการแข่งขันศึกเวิลด์ คัพ 2022 มีคู่แข่งขันที่จบลงด้วยผลเสมอ และไม่มีสกอร์ ถึง 2 คู่
  • จากลูกจุดโทษที่ยิงไม่เข้า ส่งผลให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังคงต้องคลำหาประตูแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ต่อไป

ฝรั่งเศส 4-1 ออสเตรเลีย

ทัพตราไก่ ประเดิมสนามในนัดแรกได้อย่างสวยหรู หลังเอาชนะ ซอคเกอร์รูส์ ไปได้แบบไม่ยากเย็น ด้วยสกอร์ 4-1

ฝรั่งเศส เหนือกว่าอย่างชัดเจนในเกมนี้ หลังจากที่พวกเขาขึงใส่ ออสเตรเลีย อยู่ฝ่ายเดียว และบีบให้ ทัพจิงโจ้ ต้องอาศัยจังหวะโต้กลับ จนทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ครึ่งแรก

นาทีที่ 9 ออสเตรเลีย ขึ้นนำ ฝรั่งเศส 1-0 จากลูกยิงเสียบใต้คานของ เครก กูดวิน

นาทีที่ 13 ลูคัส แอร์กน็องเดซ ได้รับบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว จนถูกเปลี่ยนตัวออกไป

นาทีที่ 27 ฝรั่งเศส ตีเสมอไล่มาเป็น 1-1 จากการที่ เตโอ เอร์กน็องเดซ ครอสบอลเข้ามา และเป็น อาเดรียง ราบิโอต์ ได้โขกเหน่งๆ เข้าไป

นาทีที่ 32 ฝรั่งเศส แซงนำ ออสเตรเลีย เป็น 2-1 หลัง นาธาเนียล แอตกินสัน ทำเสียบอลบริเวณกรอบเขตโทษ ก่อนที่จะถูก อาเดรียง ราบิโอต์ ฉกบอลไป และจ่ายต่อให้กับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้ยิงเข้าไปแบบโล่งๆ

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ฝรั่งเศส 2-1 ออสเตรเลีย

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 55 มิตเชลล์ ดุ๊ก ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ อุสมาน เดมเบเล

นาทีที่ 68 ฝรั่งเศส นำห่างออกไปเป็น 3-1 จากลูกครอสเข้ามาของ อุสมาน เดมเบเล และเป็น คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้โขกจ่อๆ แม็ทธิว ไรอัน หมดสิทธิ์เซฟ

นาทีที่ 71 ฝรั่งเศส บวกประตูเพิ่มเป็น 4-1 จากลูกโหม่งของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

นาทีที่ 80 แจ็คสัน เออร์ไวน์ ได้รับใบเหลือง จากการดึงผู้เล่นฝรั่งเศสล้มลงไป

นาทีที่ 90+5 อารอน มอย ได้รับใบเหลือง จากการเสียบสกัดใส่ เตโอ เอร์กน็องเดซ

หมดเวลาการแข่งขัน ฝรั่งเศส เอาชนะ ออสเตรเลีย ไปได้ด้วยสกอร์ 4-1

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ประตูขึ้นนำของ ออสเตรเลีย เป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วที่สุด ในศึกฟุตบอลโลก 2022
  • หลังจากที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เหมา 2 ประตูในวันนี้ ส่งผลให้เขาเป็นดาวซัลโวทีมชาติฝรั่งเศส เทียบเท่ากับ เธียร์รี อองรี ที่ 51 ประตู
  • เกมรับของ ออสเตรเลีย ค่อนข้างมีปัญหากับลูกกลางอากาศ เนื่องจากพวกเขาเสียประตูจากลูกโหม่งไปถึง 2 ประตู
  • กองกลาง และกองหลัง เลือดใหม่ ของ ทัพตราไก่ ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ หลังโชว์ฟอร์มเยี่ยม ไม่น้อยหน้าชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018
  • อาการบาดเจ็บของ ลูคัส แอร์กน็องเดซ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากต้องให้ทีมแพทย์ช่วยพยุงออกไป ไม่สามารถเดินออกจากสนามได้ด้วยตัวเอง

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ