สำหรับการแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ วันที่ 19 เดินทางมาสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีคู่แข่งขันทั้งหมด 2 คู่ มีดังนี้ คู่แรก ทีมชาติโมร็อกโก พบ ทีมชาติโปรตุเกส และ คู่ที่ 2 ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งบทความนี้พวกเรา EkingsNews ได้ทำการรวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว

การแข่งขันประจำวันที่ 19 คู่แรก โมร็อกโก เพิ่งสร้างผลงานสุดเซอร์ไพรส์ด้วยการคว่ำ สเปน ลงได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ 3-0 จนถึงตอนนี้ ทัพหมาดำ ยังคงเป็นชาติตัวแทนจากกาฬทวีปสุดแข็งแกร่ง ที่ยังคงครองสถิติไร้พ่ายตลอดทัวร์นาเมนต์ พ่วงด้วยการเสียเพียงแค่ประตูเดียว แสดงให้เห็นว่าเกมรับของพวกเขาไร้ที่ติ แต่อย่างไรก็ดีด้วยความเหนียวแน่นในเกมป้องกัน จำเป็นต้องแลกมาด้วยโอกาสการจบสกอร์อันน้อยนิด ซึ่งถ้าหากพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อน อาจลำบากต่อการทวงประตูคืน กลับกัน โปรตุเกส ของ เฟร์นันโด ซานโตส ดีวันดีคืน หลังจากที่เพิ่งระเบิดฟอร์มโหดไล่ถล่ม สวิตเซอร์แลนด์ ไปแบบย่อยยับ 6-1 ชี้ให้เห็นว่า ทีมแชมป์ยูโรปี 2016 กำลังมาถูกที่ถูกทาง ซึ่งคาดว่าเกมนี้ ทีมจากทวีปแอฟริกาตอนเหนือ จะใช้สไตล์แพ็คเกมรับเหนียวๆ ตามที่พวกเขาถนัด และขึ้นอยู่กับ ทัพฝอยทอง ว่าจะเล่นงานเกมรับของคู่แข่งได้ดีมากน้อยแค่ไหน

ส่วนคู่ที่ 2 เป็นศึกยักษชนยักษ์ที่เหล่าคอบอลจากทั่วทุกมุมโลกต่างเฝ้ารอคอย ฝรั่งเศส ยังคงแสดงให้เห็นว่า ทำไมพวกเขาจึงคู่ควรกับตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 หลังกำชัยเหนือ โปแลนด์ ไปได้แบบไม่ยากเย็น ได้ไล่บดไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียว จนเกมรับของคู่แข่งปั่นป่วน และต้องพ่ายตกรอบไป เหนือสิ่งอื่นใดความเฉียบคม และความเร็วของ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ คือ อาวุธสุดอันตรายที่ยากเกินจะหยุดยั้ง ซึ่งถ้าหาก อังกฤษ ยังต้องการอยู่ในเส้นทางการคว้าแชมป์ พวกเขาจำเป็นต้องหยุด หัวหอกรายนี้ ให้ได้ ในขณะเดียวกัน ทัพทรี ไลออนส์ มาดีเกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ หลังทะลุเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟนอลมาได้ ด้วยสถิติไร้พ่ายตลอดทัวร์นาเมนต์ และเสียเพียงแค่ 2 ประตู ในเกมพบกับ อิหร่าน ทว่าคืนนี้ ทีมสิงโตคำราม ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบของจริง ซึ่งถ้าหากว่าพวกเขาสามารถสยบ ทัพตราไก่ ลงได้ เชื่อเลยว่า ตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

โมร็อกโก 1-0 โปรตุเกส

โมร็อกโก ยังคงโชว์ฟอร์มแกร่งอย่างต่อเนื่อง หลังกำราบ โปรตุเกส ได้แบบอยู่หมัด 1-0 พร้อมทะลุเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย เพื่อไปรอพบกับ อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส

รูปเกมออกมาค่อนข้างคล้ายคลึงกับนัดที่ โมร็อกโก พบกับ สเปน เล็กน้อย เนื่องจาก ทัพหมาดำ ตั้งใจมาเล่นเกมป้องกันตามสไตล์ที่พวกเขาถนัด เน้นไม่เสียประตูไว้ก่อน เพียงแต่ว่าวันนี้ ทีมจากกาฬทวีป สามารถสร้างโอกาสจบสกอร์ได้อาจจะมากกว่าทางฝั่ง โปรตุเกส เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าแผงหลังไม่ได้ลงไปรับลึกถึงหน้ากรอบเขตโทษ ทำให้จังหวะตั้งเกม และสวนกลับ ได้น้ำได้เนื้อกว่า เมื่อรอบ 16 ทีมสุดท้ายมาก ส่วน ทัพฝอยทอง ไม่หลงเหลือฟอร์มการเล่นจากนัดที่ถล่ม สวิตเซอร์แลนด์ เลย ด้วยความที่พวกเขาต่อบอลกันไม่ติด ทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และแทบไม่มีโอกาสใส่สกอร์แบบจะแจ้งเลย พร้อมกับไม่สามารถเล่นงานแนวรับของคู่แข่งได้ จนทำให้ต้องพ่ายแพ้ตกรอบไปในที่สุด

ครึ่งแรก

นาทีที่ 42 โมร็อกโก ขึ้นนำ 1-0 จากลูกโหม่งกดลงพื้นของ ยุสเซฟ เอ็น-เนไซรี

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก โมร็อกโก ออกนำ โปรตุเกส ไปก่อน 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 57 โมร็อกโก เสียหายหนัก หลัง โรแมง ซาอิสส์ กองหลังตัวเก่ง ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเล่นต่อได้ จนต้องใช้เปลหามออกไป

นาทีที่ 70 อัชรอฟ ฮากีมี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ ราฟาเอล เลเอา

นาทีที่ 87 วิตินญา ได้รับใบเหลือง จากจังหวะขวางทางวิ่งของ อัซซาดีน อูนาฮี

นาทีที่ 90+1 วาลิด เชดดิรา ได้รับใบเหลือง จากจังหวะกระโดดไปชนใส่ เปเป้

นาทีที่ 90+3 วาลิด เชดดิรา ได้รับใบเหลืองที่ 2 กลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม จากจังหวะไปย่ำใส่ข้อเท้าของ เชา เฟลิกซ์

จบการแข่งขัน โมร็อกโก เฉือนเอาชนะ โปรตุเกส ไปได้ด้วยสกอร์ 1-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • การลงเล่นในนาม ทีมชาติโปรตุเกส นัดที่ 196 ของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ลงเอยด้วยการตกรอบ
  • คริสเตียโน โรนัลโด้ ยังไม่สามารถทำประตูที่ 119 ในนามทีมชาติได้
  • โมร็อกโก เป็นทีมจากทวีปแอฟริกาทีมแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถทะลุเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในศึกฟุตบอลโลกได้
  • วาลิด เรกรากุย เป็นกุนซือชาวแอฟริกันคนแรกที่พาทีมทะลุไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ของศึกฟุตบอลโลก
  • จนถึงตอนนี้ โมร็อกโก เข้าสู่รอบตัดเชือกไปได้ด้วยการเสียเพียงแค่ประตูเดียว
  • นี่เป็นนัดแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ โปรตุเกส ทำประตูใส่คู่แข่งไม่ได้
  • วาลิด เชดดิรา เป็นนักเตะคนแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ได้รับ 2 ใบเหลืองจนถูกไล่ออกสนามไป โดยที่การแข่งขันยังไม่จบ
  • ในเกมนี้ทั้ง 2 ทีม มีโอกาสยิงเข้ากรอบ 3 ครั้ง และออกนอกกรอบ 6 ครั้งเท่ากัน

อังกฤษ 1-2 ฝรั่งเศส

อังกฤษ ต้องจอดป้ายลงที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังปราชัยต่อ ฝรั่งเศส ไปด้วยสกอร์ 1-2 และสำหรับทางด้าน ทัพตราไก่ ที่คว้าตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศใบสุดท้ายมาได้ ต้องไปพบกับ โมร็อกโก ในนัดต่อไป

สถิติที่ออกมาเป็น ทัพทรี ไลออนส์ ที่ทำได้เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการครองเกม โอกาสจบสกอร์ หรือแม้กระทั่งลูกเตะมุม ทว่าสิ่งเดียวที่ตัดสินผลการแข่งขันในเกมนี้ คือ ความเฉียบคม ซึ่ง แชมป์เก่า ทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้จะมีโอกาสน้อยกว่าก็ตาม

ครึ่งแรก

นาทีที่ 17 ฝรั่งเศส ขึ้นนำ 1-0 จากลูกยิงไกลแบบสุดสวยของ ออเรเลียง ชูอาเมนี

นาทีที่ 26 แฮร์รี เคน ถูก ดาโยต์ อูปาเมกาโน ชนล้มลงไปในกรอบเขตโทษ มีการเช็ค VAR เกิดขึ้น ทว่าผู้ตัดสินไม่ให้เป็นลูกจุดโทษของ อังกฤษ

นาทีที่ 43 อองตวน กรีซมันน์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะไปย่ำใส่เท้าของ ไคล์ วอล์คเกอร์

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก อังกฤษ ตามหลัง ฝรั่งเศส 0-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 อุสมาน เดมเบเล ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ จู๊ด เบลลิงแฮม

นาทีที่ 52 อังกฤษ ได้จุดโทษ จากจังหวะที่ ออเรเลียง ชูอาเมนี ไปเสียบสกัดใส่ บูกาโย ซาก้า แบบไม่เจอบอล

นาทีที่ 54 อังกฤษ ตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารจุดโทษของ แฮร์รี เคน

นาทีที่ 78 ฝรั่งเศส แซงนำเป็น 2-1 จากลูกโหม่งของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

นาทีที่ 82 อังกฤษ ได้จุดโทษ จากจังหวะที่ เตโอ แอร์กน็องเดซ ไปชน เมสัน เมาท์ แบบดื้อๆ และได้รับใบเหลือง

นาทีที่ 84 อังกฤษ พลาดโอกาสตีเสมอ หลัง แฮร์รี เคน ซัดจุดโทษแบบเต็มแรง แต่บอลข้ามคานออกไป

นาทีที่ 89 แฮร์รี แม็คไกวร์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะไปทำฟาล์วใส่ อองตวน กรีซมันน์

จบการแข่งขัน อังกฤษ พ่ายให้กับ ฝรั่งเศส ไปด้วยสกอร์ 1-2

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ฝรั่งเศส ไม่เคยเอาชนะ อังกฤษ ได้เลยในศึกฟุตบอลโลก และเกมนี้ ทัพตราไก่ สามารถเอาชนะได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
  • ประตูของ ออเรเลียง ชูอาเมนี เป็นประตูที่มาจากลูกยิงไกลประตูแรกของ ฝรั่งเศส ในทัวร์นาเมนต์นี้
  • แฮร์รี เคน ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติอังกฤษ เทียบเท่ากับ เวย์น รูนีย์ ที่ 53 ประตู
  • แฮร์รี เคน พลาดขึ้นนำเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียว หลังซัดจุดโทษพลาด
  • แฮร์รี เคน เป็นผู้เล่นคนแรกที่เข้ามาร่วมฉลองประตูสุดท้ายในนามทีมชาติของ เวย์น รูนีย์
  • แอคชันแรกของ เมสัน เมาท์ หลังถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง คือ การเรียกจุดโทษให้กับทีม
  • โอลิวิเยร์ ชิรูด์ บวกสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติฝรั่งเศส เป็น 53 ประตู
  • สถิติของ อังกฤษ เหนือกว่า ฝรั่งเศส ทุกด้าน เว้นเสียแต่ผลสกอร์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ