การแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 4 มีคู่แข่งขันทั้งหมดถึง 4 คู่ด้วยกัน ได้แก่ ทีมชาติโมร็อกโก พบ ทีมชาติโครเอเชีย, ทีมชาติเยอรมนี พบ ทีมชาติญี่ปุ่น, ทีมชาติสเปน พบ ทีมชาติคอสตาริกา และมี ทีมชาติเบลเยียม พบ ทีมชาติแคนาดา เป็นคู่ปิดท้าย โดยพวกเรา EkingsNews ได้รวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจในค่ำคืนนี้มารวมไว้ที่นี่หมดแล้ว

สำหรับการแข่งขันในคืนที่ 4 คู่แรก เป็นการโคจรมาพบกันของ ชาติตัวแทนจากแอฟริกาอย่าง โมร็อกโก หนึ่งในทีมสุดแข็งแกร่งจากภาคพื้นทวีปนี้ โดยพวกเขามีสตาร์ดัง อย่าง ฮาคิม ซิเยค ปีกขวาจาก เชลซี เป็นตัวชูโรง ท้าชนกับ ทีมอันดับ 2 จากศึกฟุตบอลโลกปี 2018 อย่าง โครเอเชีย ที่เหล่าแข้งซูเปอร์สตาร์ยกโขยงกันมาแบบจัดหนักจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น กัปตันทีมตัวเก่งอย่าง ลูก้า โมดริช, มาเตโอ โควาซิช หรือแม้กระทั่ง มาร์เซโล่ โบรโซวิช โดยการแข่งขันนัดนี้ ต้องมาร่วมลุ้นกันว่า ทัพตราหมากรุก ที่มีดีกรีเป็นถึงรองแชมป์เก่าจะสามารถคว้า 3 คะแนนแรกของพวกเขาได้หรือไม่

สำหรับการแข่งขันในคู่ที่ 2 เป็นการห้ำหั่นกันระหว่าง ทัพอินทรีเหล็ก สายเลือดใหม่ ที่นำโดยยอดกุนซืออย่าง ฮันซี ฟลิค และ ชาติตัวแทนจากฝั่งเอเชียขวัญใจชาวไทย อย่าง ทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้ว่าก่อนเกมการแข่งขัน เยอรมนี จะดูได้เปรียบกว่าในเรื่องของดีกรีความเป็นชาติจากยุโรป และการมีแข้งระดับโลกอยู่ในทีมที่มากกว่า แต่ยังไงซะ ทัพซามูไรบลู ก็ไม่น้อยหน้า อุดมไปด้วยเหล่านักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในลีกนอกประเทศมากมาย ตัวอย่างเช่น คาโอรุ มิโตมะ, ทาคุมิ มินามิโนะ, ทาเคฟุสะ คุโบะ หรือจะเป็นกองกลางเชิงสูงอย่าง ไดจิ คามาดะ ซึ่งทางเราเชื่อว่าเกมนี้จะเป็นเกมที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะแลกหมัดกันอย่างสุดมันส์ และสู้กันจนหยดสุดท้ายอย่างแน่นอน

ถัดมาในคู่ที่ 3 จะเป็นคิวของ ทีมกระทิงดุ สเปน พบกับ ทีมหมู่เกาะเล็กๆ อันไกลโพ้นจากทวีปอเมริกากลาง อย่าง คอสตาริกา โดยนัดนี้คาดว่าน่าจะไม่เป็นปัญหาสำหรับ ตัวแทนจากยุโรปสักเท่าไร เพราะความห่างชั้นของทั้ง 2 ทีมนี้สูงเกินไป และเชื่อว่า ทีมของหลุยส์เอนริเก้ จะเอาชนะในนัดนี้ไปได้แบบสบายๆ

ส่วนคู่ปิดท้ายของวันเป็นศึกระหว่าง เบลเยียม ทีมดีกรีอันดับ 2 ของ ฟีฟ่าแรงค์กิ้ง พบกับ ทีมชาติน้องใหม่หน้าเก่า ที่เพิ่งกลับเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกในรอบ 36 ปี อย่าง แคนาดา โดยต้องขอบอกเลยว่า หากเทียบขุมกำลังกันเป็นรายบุคคล ทีมปิศาจแดงแห่งยุโรป เป็นต่อกว่ามาก อีกทั้งประสบการณ์ที่พวกเขาเคยโลดแล่นบนเวทีนี้ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน โดยมี เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพที่เก่งที่สุดแห่งยุคคอยบัญชาเกม จึงน่าจับตามองว่า ลูกทีมของจอห์น เฮิร์ดแมน จะรับมือกับเกมรุกของ เบลเยียม ได้อย่างไร

โมร็อกโก 0-0 โครเอเชีย

ทัพหมาดำ และ ทัพตราหมากรุก ประเดิมสนามนัดแรกของพวกเขา โดยทำอะไรกันไม่ได้ ก่อนผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอกันไป ด้วยสกอร์มิตรภาพ 0-0

เกมในวันนี้ถึงแม้ว่า ทางด้านรองแชมป์เก่า จะดูภาษีดีกว่าในเรื่องของตัวผู้เล่น และชื่อชั้น ทว่าต้องชื่นชมแนวรับของ โมร็อกโก ที่ไม่มีข้อผิดพลาดตลอด 90 นาที จนทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตู  

ครึ่งแรก

โมร็อกโก และ โครเอเชีย ยังทำอะไรกันไม่ได้ แทบไม่มีจังหวะจบสกอร์ที่ใกล้เคียงจะเป็นประตูเลย และถึงแม้ว่า ทัพตราหมากรุก จะเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า แต่รูปเกมค่อนข้างสูสี ได้ผลัดกันรับผลัดกันรุกสลับกัน อีกทั้งไม่มีใครฉกฉวยโอกาสของตัวเองได้ ก่อนที่การแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรกจะจบลงแบบไร้สกอร์ 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 51 นุสแซร์ มาซราอุย ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณสะโพก จากการเหยียดตัวโหม่งทำประตู สุดท้ายฝืนเล่นต่อไม่ไหว และถูกเปลี่ยนตัวออกไป

นาทีที่ 78 โซฟยาน อัมราบัต ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเตะสกัดใส่ผู้เล่นโครเอเชีย

หมดเวลาการแข่งขัน โมร็อกโก เจ๊าจืดกับ โครเอเชีย ด้วยสกอร์ 0-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น 5 นัดหลังสุดของทั้ง 2 ทีม มีสถิติไร้พ่ายด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดยาว สถิติดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป
  • ลูก้า โมดริช ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับ โครเอเชีย ในฐานะผู้เล่นที่ลงรับใช้ชาติที่สุดตลอดกาล ที่ 156 นัด
  • เห็นได้ชัดว่า กองหน้าของทั้ง 2 ฝ่าย ค่อนข้างมีปัญหา ปืนฝืดด้วยกันทั้งคู่ ไม่สามารถสร้างโอกาส และทำอันตรายแผงแนวรับของกันและกันได้เลย
  • โครเอเชีย มีความโดดเด่นในเกมแดนกลาง จากการที่เหล่ามิดฟิลด์ประสานงานช่วยกันลำเลียงบอลขึ้นไปข้างหน้าได้ในหลายๆ จังหวะ ทว่าแนวรับของ โมร็อกโก ยังมีระเบียบวินัยในเกมรับที่ดี เหนียวแน่น และไม่เสียสมาธิ จนทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูหลายครั้ง

เยอรมนี 1-2 ญี่ปุ่น

เยอรมนี ทำช็อก หลังลงเล่นในนัดเปิดสนามของพวกเขา ด้วยการพ่ายให้กับ ญี่ปุ่น ไปด้วยสกอร์ 1-2

ทัพอินทรีเหล็ก เล่นได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสจบสกอร์ หรือเปอร์เซ็นต์การครองบอล จนเป็นฝ่ายออกนำได้ก่อน ทว่าในครึ่งหลัง ญี่ปุ่น แก้เกมมาดี เปลี่ยนรูปเกมจากหน้ามือเป็นหลังมือ เล่นได้ดีกว่า เยอรมนี เสียอย่างนั้น จนสามารถพลิกแซงเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุด

ครึ่งแรก

เกมเริ่มต้นได้เพียงแค่ 8 นาที ญี่ปุ่น เกือบได้ประตูขึ้นนำ จากการปาดบอลเข้ามา ของ จุนยะ อิโตะ ก่อนจะเป็น ไดเซน มาเอดะ ได้ชาร์จเข้าไปแบบจ่อๆ ทว่าล้ำหน้าไปเสีย

นาทีที่ 32 ญี่ปุ่น เสียจุดโทษ จากการที่ ชูอิจิ กอนดะ ผู้รักษาประตู ไปตะครุบขาของ ดาวิด เราม์

นาทีที่ 33 เยอรมนี ออกนำ ญี่ปุ่น 1-0 จากการสังหารจุดโทษของ อิลคาย กุนโดกัน

นาทีที่ 45+4 เยอรมนี เกือบหนีห่างออกไปเป็น 2-0 หลัง ไค ฮาแวร์ตซ์ ยิงเข้าไป แต่ VAR ตัดสินให้เป็นลูกล้ำหน้า

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก เยอรมนี 1-0 ญี่ปุ่น

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 60 เยอรมนี เกือบได้ประตูที่ 2 หลัง อิลคาย กุนโดกัน ได้ตะบันแบบเน้นๆ แต่บอลชนเสาออกไป

นาทีที่ 75 ญี่ปุ่น ได้ประตูตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกยิงจ่อๆ ของ ริสึ โดอัน

นาทีที่ 83 ญี่ปุ่น แซงนำเป็น 2-1 จากลูกยิงเสยใต้คานแบบหมดสิทธิ์เซฟของ ทาคุมะ อาซาโนะ

จบการแข่งขัน เยอรมนี ปราชัยต่อ ญี่ปุ่น 1-2

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ขณะที่ผู้เล่นเยอรมัน กำลังถ่ายรูปหมู่ พวกเขาเอามือปิดปากเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ ที่ประเทศกาตาร์ทำ
  • เยอรมนี แพ้ในนัดเปิดสนามของพวกเขาเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกแพ้ให้กับ เม็กซิโก 1-0 ในปี 2018
  • เยอรมนี แพ้ทีมจากเอเชียในศึกฟุตบอลโลกติดต่อกัน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกพ่ายให้กับ เกาหลีใต้ 2-0 ในปี 2018
  • เยอรมนี ทำประตูใส่ ญี่ปุ่น จากลูกโอเพ่นเพลย์ไม่ได้เลย
  • จังหวะเซฟ 4 ครั้งติดต่อกันของ ชูอิจิ กอนดะ คือ จุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริง
  • นี่เป็นนัดแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ไม่มีการแจกใบเหลือง
  • แฟนบอลชาวญี่ปุ่นยังคงน่ารักเช่นเคย ช่วยกันเก็บขยะบนอัฒจรรย์หลังการแข่งขันจบลง

สเปน 7-0 คอสตาริกา

สเปน เปิดหัวด้วยฟอร์มสุดหรูในนัดเปิดสนามของพวกเขา หลังเก็บ 3 คะแนนแรกไปได้แบบไม่ยากเย็น และคว้าชัยชนะเหนือ คอสตาริกา ไปด้วยสกอร์ 7-0

ทัพกระทิงดุ ได้ประตูขึ้นนำเร็ว ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือพวกเขาเล่นกันได้อย่างไม่กดดัน และบวกประตูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหนือกว่าคู่แข่งทุกเหลี่ยมมุม ทั้งรูปเกม เปอร์เซ็นต์การครองบอล จังหวะจบสกอร์ และประตู เรียกได้ว่า เป็นบอลคนละคลาส กันอย่างแท้จริง

ครึ่งแรก

นาทีที่ 12 สเปน ได้ประตูขึ้นนำเร็ว 1-0 จากการทำประตูของ ดานี โอลโม

นาทีที่ 21 สเปน นำห่างออกไปเป็น 2-0 จากลูกยิงจ่อๆ ของ มาร์โก อเซนซิโอ

นาทีที่ 30 ออสการ์ ดูอาร์เต้ ทำเสียจุดโทษจากจังหวะเข้าไปแซะข้างหลังของ จอร์ดี้ อัลบา

นาทีที่ 31 สเปน ทิ้งห่างเป็น 3-0 จากจุดโทษของ เฟร์ราน ตอร์เรส

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก สเปน 3-0 คอสตาริกา

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 54 สเปน ได้ประตูที่ 4 จากทักษะอันยอดเยี่ยมของ เฟร์ราน ตอร์เรส

นาทีที่ 68 ฟรานซิสโก้ กัลโว กองหลังคอสตาริกา ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดช้า

นาทีที่ 75 สเปน บวกเพิ่มเป็น 5-0 จากลูกวอลเลย์อันสุดสวยของ กาบี

นาทีที่ 90 สเปน ได้ประตูที่ 6 จากการทำประตูของ การ์ลอส โซเลร์

นาทีที่ 90+3 สเปน ซัดเพิ่มเป็น 7-0 จากจังหวะพลิกตัวยิงของ อัลบาโร โมราต้า

นาทีที่ 90+7 โจเอล แคมป์เบลล์ ได้รับใบเหลืองจากจังหวะไปย่ำใส่ผู้เล่นสเปน

จบการแข่งขัน สเปน เอาชนะ คอสตาริกา ไปได้แบบถล่มทลาย 7-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • กาบี วัย 18 ปี เป็นแข้ง ทีมชาติสเปน ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ทำประตูได้
  • สเปน เป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นครองบอลเหนือกว่าคู่แข่งมากสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ 85 ต่อ 15
  • สเปน เป็นทีมแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ยิงคู่แข่งได้มากที่สุดถึง 7 ประตู
  • ตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลก 2022 เปิดฉากมา นี่เป็นคู่ที่ห่างชั้นกันมากที่สุด ในแง่ของรูปเกม และผลสกอร์
  • คอสตาริกา เป็นทีมแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่สร้างโอกาสจบสกอร์ไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เบลเยียม 1-0 แคนาดา

ปิศาจแดงแห่งยุโรป ได้ผลการแข่งขันตามที่พวกเขาต้องการ หลังคว้าชัยเหนือ แคนาดา ไปได้ 1-0 เก็บ 3 แรกไปได้ แม้ดูเหมือนว่าภาพรวมของเกมพวกเขาจะตกเป็นรองกว่าก็ตาม

รูปเกมในวันนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์หลัง แคนาดา เป็นฝ่ายที่สร้างโอกาสจบสกอร์ได้เยอะกว่า เบลเยียม ทว่าพวกเขากลับใช้โอกาสได้อย่างสิ้นเปลือง และเปลี่ยนให้เป็นประตูไม่ได้จนแพ้ไปในที่สุด

ครึ่งแรก

นาทีที่ 9 ผู้ตัดสินวิ่งไปเช็ค VAR และแจกใบเหลืองให้กับ ยานนิค การ์รัสโก้ จากจังหวะแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ และตัดสินให้ แตนาดา ได้จุดโทษ

นาทีที่ 10 แคนาดา พลาดโอกาสขึ้นนำ หลัง อัลฟองโซ เดวีส์ ยิงจุดโทษไปติดเซฟของ ติโบต์ กูร์ตัวส์

นาทีที่ 44 เบลเยียม ขึ้นนำ 1-0 จากการทำประตูของ มิชี บัตชูอายี

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก เบลเยียม ออกนำ แคนาดา ไปก่อน 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 53 โธมัส มูนิเยร์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะขึ้นเทคตัวโหม่ง แต่มีท่อนแขนไปโดนใบหน้าของ ผู้เล่นแคนาดา

นาทีที่ 56 อมาดู โอนาน่า ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดหนัก

นาทีที่ 81 อัลฟองโซ เดวีส์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัดจากทางด้านหลัง

นาทีที่ 83 อลิสแตร์ จอห์นสตัน ได้รับใบเหลือง จากจังหวะตัดเกมสวนกลับของ เบลเยียม

จบการแข่งขัน เบลเยียม เอาชนะ แคนาดา ได้ไปแบบหวุดหวิด 1-0

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • มีจังหวะน่ากังขาเกิดขึ้นในนาทีที่ 38 ของเกมการแข่งขัน จากจังหวะที่ อั๊กเซล วิตเซล ไปขัดขาของ ริชี ลาร์เยีย ในกรอบเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินไม่ได้เป่าให้เป็นลูกจุดโทษของ แคนาดา และไม่วิ่งไปเช็ค VAR
  • แคนดานา สร้างโอกาสจบสกอร์ได้ถึง 21 ครั้ง แต่กลับทำประตูตีไข่แตกไม่ได้ ในขณะที่ เบลเยียม สร้างโอกาสได้เพียงแค่ 9 ครั้งเท่านั้น
  • หลังการพลาดจุดโทษของ อัลฟองโซ เดวีส์ ทำให้ แคนาดา ยังคงคลำหาประตูแรกในศึกฟุตบอลโลกของพวกเขาต่อไป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ