จากปัญหาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ทำให้ ไทยลีก ฤดูกาล 2023-24 เกิดผลกระทบ และ ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เกิดขึ้น มีอะไรน่าสนใจบ้าง เช็คที่นี่
เพียงแค่ 59 บาท/เดือน ใช้เครือข่ายไหน ก็ดูได้!
หลังจาก สมาคมฯ ยืนยันว่าไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ไทยลีก ในฤดูกาลนี้ ทำให้ทั้ง 16 สโมสร ต้องช่วยกัน และ บริหารจัดการกันเอง ก่อนได้ข้อสรุปเตรียมเช่าสัญญาณถ่ายทอดสด จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เจ้าของสิทธิ์เดิม อย่าง AIS ซึ่งเบื้องต้น บรรลุข้อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้สัดส่วนรายได้ ที่เข้าสโมสรโดยตรง 90% ต่อ 10% ขณะที่ TRUE อยู่ระหว่าง เจรจา และ คาดว่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดสดเช่นกัน
ดังนั้น จากการที่ไม่มีเจ้าไหนได้ลิขสิทธิ์แบบ Exclusive กลับกลายเป็นข้อดีเช่นกัน! เพราะไม่ว่าคุณจะใช้ซิมค่ายไหน ก็สามารถเข้าดูได้ทั้งหมด เพียงแค่สมัครแพ็คเพจในราคาเพียง 59 บาท/เดือน หรือ 500/ฤดูกาล (10 เดือน) จากเดิมที่จำเป็นต้องใช้ซิมค่ายนั้น ๆ เช่น AIS ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา
ฟรีทีวีก็ยังมี!
นอกจากมีแพลตฟอร์มรองรับ ที่พร้อมถ่ายทอดสดทุกคู่เป็นที่แน่นอนแล้ว ในส่วนของ ฟรีทีวี ก็ยังมีเหมือนเดิม! เพราะเบื้องต้น หลังการประชุม วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนทั้ง 16 สโมสร ยืนยันว่าขณะนี้ อยู่ระหว่าง พูดคุยกับหลายช่อง โดยเฉพาะ ช่อง 9 MCOT HD30 และ PPTV HD36 ซึ่งมีโอกาสสูงที่สุด เพราะทั้ง 2 ช่อง ก็ร่วมถ่ายทอดสดอยู่แล้ว จากฤดูกาลที่ผ่านมา
กระจายเตะ! 4วัน/สัปดาห์
ก่อนหน้านี้ ไทยลีก แข่งขันเพียง 3 วัน คือ วันศุกร์ , เสาร์ และ อาทิตย์ แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ จะมีการกระจายเตะกันถึง 4 วัน! เพื่ออะไรหนะเหรอ? ก็เพื่อเพิ่มโอกาสความนิยม จากการที่แฟนบอลมีโอกาสได้ชมฟุตบอลหลายคู่ หลายวัน และ หลายทีมลงเล่นมากขึ้น แบ่งเป็นสัดส่วนดังนี้
วันศุกร์ : 1 คู่
วันเสาร์ : 3 คู่
วันอาทิตย์ : 3 คู่
วันจันทร์ : 1 คู่
เรียกได้ว่าเต็มอิ่ม จุใจ กับ การดูไทยลีกต่อเนื่อง ตลอดทั้งสัปดาห์!
จัด Tier ไม่ให้บิ๊กแมตช์เตะชนกัน!
นอกจากกระจายเตะถึง 4 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้แฟนบอลมีโอกาสรับชมการแข่งขันมากขึ้น ล่าสุด ไทยลีก ยังเตรียมจัดโปรแกรมไม่ให้ เกมคู่บิ๊กแมตช์ เตะชนกันอีกด้วย..
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้วเกม ‘บิ๊กแมตซ์’ วัดจากอะไร? โดย ไทยลีก จะวัดจาก เรทติ้ง ของแต่ละทีม ผ่านข้อมูลที่ทาง AIS ส่งให้ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เช่น การเจอกันระหว่างสองทีม ที่มีเรทติ้ง ดีที่สุด จะนับเป็นการแข่งขันระดับ Tier A และ ถูกจัดให้แข่งขันในช่วงวัน และ เวลาดีที่สุด คือ คู่แรกของ วันเสาร์ เวลา 18.00 น. รองลงมาเป็น คู่แรกของ วันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. เพื่อไม่ให้ทับซ้อน หรือ ชนกัน
ส่วนคู่อื่น ๆ ก็จะถูกจัดสรรวัน และ เวลาแข่งขันให้เหมาะสมตาม Tier ที่ออกมา โดยแบ่งเป็น 3 Tier ประกอบด้วย A , B และ C
อย่างไรก็ตามแม้ว่าทีมอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะมีเรตทิ้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 จากข้อมูลของ AIS แต่ก็จะใช่ว่าจะถูกจัดให้เป็น Tier A หรือ แข่งขันทุกวันเสาร์ เสมอไป.. เพราะต้องดูเรทติ้งของคู่แข่งที่เจอ และ วัดออกมาเป็นคะแนนด้วย
ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อ-นามสกุล สกรีนด้านหลังเสื้อ
ในส่วนของเสื้อแข่งขัน จากเดิมที่ ไทยลีก มีกฎว่าต้องใช้ชื่อจริง หรือ นามสกุล สกรีนข้างหลังเสื้อเท่านั้น ทั้งนักเตะไทย และ ต่างชาติ แต่ฤดูกาลใหม่ ไทยลีก จะปรับกฎ และ เปิดกว้างให้นักเตะ เลือกใส่ ‘ชื่อเล่น’ หรือ ชื่ออื่น ๆ แทนได้ด้วย เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ และ ความน่าสนใจที่มากขึ้น
มาสคอต คัมแบ็ค!
ปิดท้ายกันที่ความน่าสนใจสุดท้าย เมื่อ ไทยลีก เตรียมเปิดโอกาสให้ทุกสโมสร นำตุ๊กตา “มาสคอต” กลับมาใช้ในสนามแข่งขันอีกครั้ง เพื่อช่วยสร้างสีสัน และ เรื่องการตลาดอีกหนึ่งช่องทาง โดยเฉพาะการเข้าถึงแฟนบอลกลุ่มเด็ก ๆ หรือ เยาวชนมากขึ้น ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มี มาสคอต ต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2020
ข่าว ฟุตบอลไทย อื่น ๆ