หนึ่งในดูโอแฟรงค์ผู้พา บุรีรัมย์ คว้าเทรเบิ้ลแชมป์ครั้งแรก ตอนนี้ชีวิตเขาเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่
ย้อนกลับไปในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกที่เปลี่ยนผ่านสู่ลีกอาชีพเต็มตัวยุคแรก นักเตะจากทวีปแอฟริกาคือตลาดยอดนิยมอันดับ 1 ที่ทุกทีมต่างต้องการได้ตัวมาเสริมทัพ เพราะค่าตัวของพวกเขานั้นราคาถูก ส่วนฝีเท้า และความแข็งแกร่งทางกายภาพส่วนใหญ่ดีกว่านักเตะไทย
และหากจัดอันดับนักเตะฝีเท้าดีจากทวีปแอฟริกายุคนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชื่อของ แฟรงค์ โอฮานด์ซา จะเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนต้องนึกถึงที่ผนึกกำลังกับ แฟรงค์ อาเชียมปง จนเกิดเป็นคู่หูสองแฟรงค์ที่พา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกรียงไกรก้าวไปสัมผัสเทรเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
แฟรงค์ โอฮานด์ซา เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับ Daga Young Stars ทีมในลีกบ้านเกิดแคเมอรูน แต่ แฟรงค์ ในวัย 19 ปี ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกในลีกอาชีพที่ต่อยอดให้เขาได้ย้ายมาอยู่กับ บุรีรัมย์(พีอีเอ) ในปี 2011
เพียงปีแรกกับ ‘ปราสาทสายฟ้า’ แฟรงค์ โอฮานด์ซา ที่มีทั้งความแข็งแกร่ง, ความเร็ว และความกระหายที่ต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพนักเตะได้จับคู่กับ แฟรงค์ อาเชียมปง พากันถล่มประตูคู่แข่ง ทำให้ บุรีรัมย์ เป็นทีมที่มีแนวรุกอันตรายมากที่สุดในเวลานั้น ก่อนที่ปีนั้นจะมีส่วนสำคัญพา บุรีรัมย์ คว้าเทรเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งแรก(ไทยลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ) โดย โอฮานด์ซา คว้าดาวซัลโวไทยลีกด้วยผลงาน 19 ประตู
หลังแจ้งเกิดกับ บุรีรัมย์ โอฮานด์ซา ได้รับโอกาสคร้ังสำคัญในชีวิต เมื่อ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ ทีมในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน เวลานั้น ยื่นข้อเสนอถึง ‘ปราสาทสายฟ้า’ เพื่อยืมตัวเขา 1 ฤดูกาล พร้อมออปชั่นซื้อขาด 5 แสนยูโร (ประมาณ 20 ล้านบาท)
“บุรีรัมย์ คือบ้านหลังที่สองของผม มันเป็นเรื่องที่ผมปฏิเสธไม่ได้ เพราะความใฝ่ฝันของนักฟุตบอลอาชีพทุกคน ย่อมหวังที่จะไปเล่นในลีกยุโรป ยิ่งการได้ไปค้าแข้งใน บุนเดสลีก้า ทำให้ผมภูมิใจมาก” โอฮานด์ซา กล่าวในวันที่ย้ายไปเล่นกับ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ
อย่างไรก็ตามเส้นทางของเขาในยุโรปไม่ได้ราบรื่น หลังหมดสัญญายืมตัวกับ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ บุรีรัมย์ ตัดสินใจปล่อยเขาไปเล่นกับ อิราคลิส ในลีกกรีซ แต่มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเขา เพราะจากนั้น โอฮานด์ซา กลายเป็นนักเตะพเนจรต้องย้ายทีมทุกปี

ช่วงเวลานั้นเขาย้ายไปเล่นในลีกโครเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีช่วงสั้นๆ ที่ต้องกลับไปเล่นในลีกบ้านเกิดกับ Golden Lions SA แต่ช่วงปี 2015 เขาได้ย้ายไปเล่นกับยักษ์ใหญ่โครเอเชียอย่าง ไฮจ์ดุ๊ค สปลิท โดยลงสนามไป 68 นัด ยิงไป 26 ประตู 12 แอสซิสต์ ก่อนตัดสินใจย้ายกลับมาเล่นในเอเชียอีกครั้ง โดยมีจีนเป็นเป้าหมาย
โอฮานด์ซา เซ็นสัญญากับ เสินเจิ้น เอฟซี เขาใช้เวลาอยู่กับทีมหนึ่งฤดูกาลฝากผลงานลงเล่น 23 นัด ยิง 18 ประตู 11 แอสซิสต์ ก่อนย้ายซบ เหอหนาน โดยยิงไป 10 ประตู กับ 4 แอสซิตส์ จากการลงสนาม 21 นัด แต่เขาไม่ได้รับการต่อสัญญากับทีมทำให้ต้องกลายเป็นแข้งไร้สังกัด

จากอดีตนักเตะที่พา บุรีรัมย์ คว้า 3 แชมป์ครั้งแรก ได้ไปเล่นในลีกยุโรป แต่ช่วงปี 2020 เขากลับไม่สามารถหาทีมค้าแข้งได้เลยจนต้องห่างหายไปจากลีกอาชีพไปเป็นปีๆ ก่อนจะได้รับโอกาสจาก เฮ่ยหลงเจียง ไอซ์ ซิตี้ ทีมในลีกรองของจีนดึงไปร่วมทัพ แต่กลับได้ลงเล่นไปเพียง 7 เกม ในฐานะตัวสำรอง ยิงประตูไม่ได้เลย และส่วนใหญ่เขาไม่ได้ถูกใส่ชื่ออยู่ในทีมด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดเขาไม่ได้ไปต่อกับทีม เมื่อไม่ได้รับการต่อสัญญา และเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบันเขายังคงไม่มีสังกัดลงเล่น
“ครั้งสุดท้ายแล้วสู้ต่อไปเพื่อสิ่งที่คุณเชื่อ แม้ว่าบางครั้งมันจะยากมากก็ตาม บอกตัวเองว่าการต่อสู้บางครั้งใช้เวลานานกว่าจะชนะ และอย่าหมดหวัง” โอฮานด์ซา ในวัย 31 ปี ได้โพสต์เอาไว้ใน IG ล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า เขายังพร้อมสู้ต่อไปในการเป็นนักฟุตบอล…

ข่าว ฟุตบอลไทย อื่น ๆ