อดีตกุนซือทีมชาติไทย แนะนำให้ปรับ ไทยลีก 2 และ 3 เป็นลีกกึ่งอาชีพ พร้อมบอกเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย และหนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน แสดงความเห็นว่า ต่อวงการฟุตบอลลีกอาชีพของไทยที่ควรปรับให้ระดับไทยลีก 2 และ 3 เป็นลีกกึ่งอาชีพ เนื่องจากมองว่า ไทยลีก 3 ยังไม่มีความจำเป็นเรื่อง คลับ ไลเซนซิ่ง พร้อมชี้นำงบประมาณที่จะช่วยสนับสนุนสโมสรอีกทางหนึ่ง
ปัจจุบันทุกสโมสรในลีกอาชีพจะต้องผ่านการประเมินใบอนุญาตสโมสร หรือ คลับไลเซนซิ่ง (Club Licensing) ตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการขอใบอนุญาตเข้าร่วมแข่งขัน ปี 2023/24 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตามหลายสโมสรยังไม่มีความพร้อมในการปรับปรุงสนามแข่งเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของการขอ คลับไลเซนซิ่ง ซึ่งติดปัญหาเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะสโมสรในระดับไทยลีก 3 ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือสโมสรยังค้างจ่ายหนี้นักเตะ หรือสตาฟฟ์ทีม ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเงินภายในสโมสร
ล่าสุด ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตโค้ชทีมชาติไทย และหนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ปัจจุบันไทยลีก 3 ทุกอย่างเป็นอาชีพหมด”
“แนวคิดแบบนี้ถ้าจะไม่ให้มันล้มต้องแก้เร่งด่วน เพราะกำลังจะเตะ ตอนนี้ไทยลีก 3 100% เป็นอาชีพ แต่เขาจะเอาเงินที่ไหน แต่ถ้ายังเป็นระดับสมัครเล่นอยู่ก็จะมีเงินจากกองทุนจาก กกท. ที่เราเคยเขียนโครงการไว้ มาจากกองทุนพัฒนากีฬา งบประมาณพัฒนากีฬาอาชีพ ส่วนไทยลีก 2 เรายังจะเป็นกึ่งอาชีพได้ ก็จะได้รับเงินสนับสนุนอยู่ ส่วนไทยลีก 1 ปรับเป็นอาชีพเต็มตัวไปเลยอันนี้ไม่ว่า มี คลับ ไลเซนซิ่ง ออกมาเลย”
“เรื่อง คลับ ไลเซนซิ่ง กว่าจะครบเราต้องไปให้ความรู้ทุกจังหวัดมีอะไรบ้าง ณ วันนี้การบริหารจัดการสโมสรอาชีพก็ต้องไปหาเอง ซึ่งตรงนี้สมาคมฯ ต้องให้องค์ความรู้ตั้งแต่การบริหารจัดการสโมสร โค้ชจะทำอย่างไรหรือเรื่องไฟ 1,200 ลักซ์ นี่คือสิ่งที่เรายังคุยกันอยู่”
“ไทยลีก 3 จำเป็นไหม ยังไม่จำเป็นต้องมี คลับ ไลเซนซิ่ง เพราะเขาเรียนรู้ได้ ก้าวขึ้นมาอีกนิด เซมิโปรคือไทยลีก 2 ให้เขาพร้อมก่อน เขาได้สิทธิ์ แต่ยังไม่ขึ้นชั้นก็ไม่เป็นไรให้เขาพร้อมก่อนจนกว่าเขาจะพร้อมไม่ใช่ไปบังคับว่า คุณต้องขึ้นๆ ขึ้นไปก็ตายครับ หลายจังหวัดบอกเลยขึ้นไปตาย”
“ฉะนั้นผมยืนยันเลยว่า ไทยลีก 1 ต้องเป็นอาชีพเต็มตัว แต่ 2 กับ 3 ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว และงบประมาณของ กกท. มีครับ ผ่านทางช่องทางเดิมคือสมาคมกีฬาตอนนี้เป็นแห่งจังหวัดแล้ว ให้ได้ครับ แต่เมื่อไหร่จนทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่มีทางให้ได้ ถ้าให้ท่านผู้ว่า กกท. ติดคุกทันที”
“เราเขียนกันมาตั้งแต่ 5 หมื่นบาทจนถึงแสนสองแสนจนพี่โบ้กันท่านนายกวรวีร์ มาปรับใช้งบประมาณของสมาคมฯ ไปหนึ่งล้านบาท ปรับไปเรื่อยๆ อบรมโค้ช, ผู้ตัดสิน อบรมหลายๆ อย่าง ก็ฝากท่านผู้ว่าเอากลับคืนมา แม้กระทั่งลูกฟุตบอลเรายังแจกให้ได้ รุ่นไหนที่จะใช้แข่งหรือซ้อมให้ได้เหมือนกัน แต่พอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ไม่สามารถให้ได้”
“อันนี้คือภาพที่หนึ่ง การบริหารจัดที่ต้องแก้ไขวิกฤติตรงนี้ก่อน ฉะนั้นโครงสร้างที่เห็นตอนนี้ ไทยลีก เราไม่ว่ากัน แต่ 2 กับ 3 จะปรับไหม?”
สำหรับ ชาญวิทย์ ผลชีวิน เป็นหนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาที่โหวตไม่เห็นชอบให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
ข่าว ฟุตบอลไทย อื่น ๆ