ทีมที่จะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ ณ ลูเซล สเตเดียม ในวันที่ 18 ธันวาคม ไม่เพียงแต่จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังในฐานะวีรบุรุษไปชั่วกัลปาวสาน แต่ยังได้รับเงินจำนวน 50 ล้านเหรียญ เป็นรางวัลตอบแทนอีกด้วย

ถึงแม้ว่า เงินจำนวน 50 ล้านเหรียญ จะดูเหมือนเป็นเงินก้อนโต และคุ้มค่าสำหรับผู้ชนะ แต่ทว่า นี่คือตัวเลขที่ลดลงตามที่ ฟีฟ่า วางเป้าไว้ในปีนี้ เนื่องจากหน่วยงานที่รับหน้าที่กำกับดูแลการแข่งขันคาดการณ์ไว่ว่า พวกเขาจะทำเงินจากทัวร์นาเมนต์นี้ได้ประมาณ 4.6 พันล้านเหรียญ โดย 2.6 ล้านเหรียญ มาจาก ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด และอีก 1.35 พันล้านเหรียญ มาจาก สปอนเซอร์ กอปรกับคู่ค้า ซึ่งทาง ฟีฟ่า ได้ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขามีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมลงทุนในศึกฟุตบอลที่กำลังจะอุบัติขึ้นนี้ถึง 7 ราย รวมถึงแบรนด์ชั้นนำของโลกอย่าง Adidas, Coca Cola และ Visa

อีกทั้ง ทางฟีฟ่า มีข้อตกลงราว 700 ล้านเหรียญ ในการสนับสนุนทุนให้กับ 32 ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน และอีกหลายร้อยสโมสรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะมอบเงินจำนวน 440 ล้านเหรียญ แบ่งให้กับเหล่าที่ผู้เล่นที่มาเข้าร่วมไม่รวมกับเงินรางวัลส่วนตัวที่ผู้เล่นได้รับต่างหากจากส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศที่มาเข้าร่วมการแข่งขันศึกฟุตบอลโลก ในรอบแบ่งกลุ่ม จะได้รับเงินสนับสนุนจากทาง ฟีฟ่า จำนวน 10 ล้านเหรียญ เท่ากัน โดยเป็นการแบ่งจ่ายล้วงหน้าก่อน 2 ล้านเหรียญ สำหรับการเข้าแคมป์เก็บตัว และการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ดี วิธีการแบ่งเงินรางวัลจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างทีมเหล่านั้น กับทางสมาคมฟุตบอลของพวกเขา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไป ทว่าจุดร่วมที่เหมือนกันคือ ทุกทีมจะมีการเจรจาเรื่องโบนัสที่ได้รับให้สอดคล้องกับผลงานที่ทำได้ กับทางสมาคม

ตัวอย่างเช่น หาก ทีมชาติอังกฤษ เถลิงแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 ได้สำเร็จ ผู้เล่นของ แกเร็ธ เซาธ์เกต จะได้รับเงินกองกลางมาจำนวน 5 ล้านปอนด์ หรือถูกแบ่งออกเป็น 217,000 ปอนด์ต่อผู้เล่นหนึ่งราย โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างทัพทรี ไลออนส์ และทาง เอฟเอ ล่วงหน้าหลายเดือน ซึ่งในสัญญาของ กุนซือเลือดผู้ดี มีเงื่อนไขว่าหากเขาพาทีมสิงโตคำราม ผงาดคว้าแชมป์จะได้รับเงินโบนัสเป็นจำนวน 1.5 ล้านปอนด์

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเคสตัวอย่างที่ทำข้อตกลงในทำนองเดียวกันนี้ ด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย เป็นเจ้าภาพ ทีมชาติเบลเยียม สามารถทะลุไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ ทำให้ผู้เล่นของพวกเขารับเงินไปคนละ 400,000 ปอนด์

เหนือสิ่งอื่นใด ยังมีเงินรางวัลเพียงพอต่อเหล่าสโมสรที่ส่งผู้เล่นของพวกเขาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์สุดยิ่งใหญ่นี้ เนื่องจากบิ๊กทีมจากศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างมองหาโชคลาภที่อาจหล่นทับใส่พวกเขาจำนวน 5 ล้านปอนด์ หากเหล่าดาวเด่นของทีมเหล่านั้นสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้

ที่สำคัญ สโมสรต่างๆ จะทำเงินจากผู้เล่นของพวกเขาได้ราว 10,000 เหรียญต่อผู้เล่นหนึ่งคนต่อวัน ในระหว่างทัวร์นาเมนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากโปรแกรมการแข่งขันที่สโมสรเหล่านั้นเป็นสมาชิกของฟีฟ่า โดยหน่วยงานกำกับดูแล ยังระบุว่า นี่เหมือนเป็นการขอบคุณเหล่าสโมสรที่ให้ความร่วมมือสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมา รวมเป็นเงิน 209 ล้านเหรียญ สำหรับโครงการนี้ ซึ่งสร้างคุณประโยชน์ให้กับ 400 สโมสรใน 63 ประเทศ จากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งก่อน

นอกจากนี้ 38 สโมสรในเกาะอังกฤษ มีรายรับรวม 32.6 ล้านปอนด์ จากการเข้าร่วมทัวร์นามเต์ที่รัสเซีย เมื่อ 4 ปีก่อน โดยทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำเงินได้ 4.4 ล้านปอนด์ ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำเงินไปกว่า 3.1 ล้านปอนด์

นอกเหนือจากนี้ สโมสรแห่งลอนดอนเหนือ อย่าง อาร์เซนอล รับเงินจากศึกฟุตบอลโลกหนก่อนอยู่ที่ 1.9 ล้านปอนด์ และอริร่วมเมืองอย่าง เชลซี รับอยู่ที่ 3.3 ล้านปอนด์ โดยที่ ลิเวอร์พูล ได้รับ 2.2 ล้านปอนด์ และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ได้รับอยู่ที่ 3.8 ล้านปอนด์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ