แม้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน แต่ชื่อของนายใหญ่ชาวโปรตุเกส ยังคงถูกจดจำและเป็นที่พูดถึงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่น้อยคนที่จะรู้ถึงเบื้องหลังการทำงานของเขา ทาง Ekings News ได้รวบรวมแนวคิดและปรัชญาที่น่าสนใจของกุนซือรายนี้ไว้ที่นี่แล้ว

หากจะพูดถึงเรื่องใครคือผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลก แน่นอนว่าชื่อของ โจเซ มูรินโญ ต้องมีอยู่บทสนทนาตรงนั้น เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเขาคือโค้ชที่มีความเป็น ‘ผู้ชนะ’ อยู่ในตัว และไม่ว่าเขาจะผ่านการคุมทีมมาแล้วกี่ครั้งกี่สโมสร เขาก็สามารถพาทีมนั้น ๆ ไปสู่ความสำเร็จได้อยู่เสมอ

เราเคยได้เห็นเหล่านักเตะระดับโลกที่เคยร่วมงานกับเขาออกมาชื่นชมและยกย่องเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังการทำงานของเขานั้นเป็นอย่างไร แนวคิดในการพาเขามาเป็นหนึ่งในยอดกุนซือของโลกนั้นมีอะไรบ้าง?

อย่างไรก็ตาม ทางสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Prime Video ได้จัดทำสารคดี ALL or Nothing : Tottenham Hotspur สู้สุดใจ หรือ พ่ายแพ้ : ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ขึ้นมา ทำให้เราได้มองเห็นวิธีการทำงานและเบื้องหลังทั้งหมดของโค้ชชาวโปรตุกีสรายนี้ในยุคที่เขาคุมทัพไก่เดือยทอง

ทาง Ekings News ได้รวบรวมปรัชญาและมุมมองในเรื่องฟุตบอลของผู้จัดการทีมที่ได้รับฉายาว่า ‘เดอะ สเปเชียล วัน’ เอาไว้ที่นี่แล้ว

ทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์

มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด มีคนชอบก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบ 2 ประโยคนี้คงเป็นประโยคที่ดูเข้ากับยอดกุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้ เนื่องจากอย่างที่รู้กันว่า นอกเหนือจากนักเตะที่ยกย่องเขาแล้ว ยังมีนักเตะอีกบางส่วนที่เข้ากับเขาไม่ได้ จนบางครั้งถึงขั้นมีปัญหาถึงขั้นย้ายหนีเขามาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม มูรินโญ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้ตัวเองดีว่าเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก แต่นั่นมันเป็นเฉพาะนักเตะที่ไม่ยอมทุ่มเทเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ในสนามซ้อมและการแข่งขัน ซึ่งทางอดีตผู้จัดการทีมของปีศาจแดงได้บอกชัดเจนว่า นี่คือหลักการการทำงานของเขา

“ผมพูดเสมอนะว่าผมเป็นคนที่เข้าถึงยาก สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการการทำงานของผม”

“ซึ่งหลักการทำงานของผมก็คือไม่ใช่ทุ่มเทแค่ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ แต่คุณต้องทุ่มสุดตัว คุณต้องใส่ให้หมด 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คนที่เห็นด้วยกับหลักการทำงานนี้ของผม จะไม่มีปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว”

ตรง ๆ ไม่ต้องอ้อม

ในเกมฟุตบอล ในทีม ๆ หนึ่ง มีผู้เล่นเพียงแค่ 11 คนเท่านั้นที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในวันแข่งขัน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้จัดการทีมในการจัดสรรตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนาม แต่มันจะยากขึ้นไปอีกหากเป็นโค้ช ที่เข้ามารับหน้าที่คุมทีมในช่วงระหว่างฤดูกาล มาทำทีมต่อจากโค้ชคนเก่าซึ่งมีแนวทางการเล่นไม่เหมือนกัน

มูรินโญ เข้ามารับช่วงต่อจาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่โดนสโมสรปลดออกไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ทำให้เขาต้องทำความรู้จักและจัดทีมใหม่ทั้งหมด แน่นอนว่านั่นส่งผลทั้งนักเตะตัวหลักและตัวสำรองต่างตั้งใจโชว์ผลงานให้ดีต่อหน้าโค้ชคนใหม่เพื่อที่จะได้รับโอกาสเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีม

ทว่า นั่นอาจเป็นดาบ 2 คม หากคุณมีชื่อติด 11 ผู้เล่นตัวจริงก็ดีไป แต่ถ้าหากหลุด อาจจะทำให้ความคิดของนักเตะที่มีต่อเทรนเนอร์คนใหม่นั้นติดลบลงไปได้

ซึ่งทาง มูรินโญ ได้แก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยการบอกกับผู้เล่นตรง ๆ ว่าไม่ต้องคิดไปเองว่าเขาชอบหรือไม่ชอบตัวนักเตะ หากเขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เขาจะเป็นคนไปบอกกับตัวนักเตะเองเป็นการส่วนตัว

“มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะว่าผมต้องมาเริ่มจัด 11 ตัวจริงใหม่ และผมต้องเลือกผู้เล่นอีก 7 คนเป็นตัวสำรอง บางคนอาจจะต้องอยู่ที่บ้าน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่แย่เสมอ”

“แต่ผมคิดว่าสิ่งที่แย่กว่าก็คือ ผู้จัดการทีมคนใหม่ ให้ผมเป็นตัวสำรอง ผู้จัดการทีมคนใหม่ ให้ฉันอยู่บ้าน แย่แล้ว เขาไม่ชอบฉันแน่ ๆ  ผมรู้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่แย่”

“แต่ผมขอแค่ให้คุณไว้ใจและเชื่อในตัวผม ในวันที่ผมไม่พอใจนักเตะคนไหน วันที่ผมไม่เชื่อใจนักเตะคนไหน วันที่ผมต้องการจะให้นักเตะคนไหนย้ายออกไปให้เร็วที่สุด คุณไม่ต้องเดา ผมจะบอกกับคุณตรง ๆ เอง”

เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

การที่คุณเป็นคนใหม่ที่เข้ามาทำงานที่สโมสร คุณจะมีวิธีการปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เร็วที่สุดล่ะ?

แน่นอนว่าต้องเป็นการแชร์ประสบการณ์, พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเรียนรู้ว่าใครเป็นอย่างไร และเพื่อให้คนอื่น ๆ เข้าถึงและรู้จักตัวตนของคุณไปพร้อม ๆ กันด้วย ซึ่ง มูรินโญ ก็ได้ทำแบบนั้นเช่นกัน

“ผมคิดว่าทุก ๆ คนรู้ว่าผมเป็นคนที่เข้มงวดและเป็นมืออาชีพ เมื่อคุณมาถึงที่นี่ ทุกคนควรจะได้รับโอกาส พวกเขาต้องเรียนรู้การทำงานของผม ผมก็ต้องเรียนรู้การทำงานของพวกเขา”

“ผมต้องแสดงให้ผู้เล่นเห็นว่าผมเป็นคนอย่างไร และเป็นผู้จัดการทีมแบบไหน อนาคตสำคัญกว่าอดีตเสมอ”

คาดหวังจากตัวเองให้สูงเข้าไว้

เดเล อัลลี มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ เขาเคยมีฟอร์มการเล่นที่หลาย ๆ คนยกย่องว่าเขานี่แหละจะกลายมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทัพ ทรี ไลออนส์ ในอนาคต

ทว่า ในช่วงหลัง ฟอร์มการเล่นของเขานั้นออกทะเลไปไกล ไกลเกินกว่าที่หวนกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งแล้ว ซึ่ง มูรินโญ ได้เตือนนักเตะรายนี้เอาไว้ว่า ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าเขาทำตัวเอง และเขาควรที่จะคาดหวังจากตัวเองให้สูงเข้าไว้เพื่อที่จะได้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่

“ผมต้องบอกคุณว่าผมคิดอะไร สำหรับผม ตั้งแต่มาอยู่นี่ ผมไม่เคยสงสัยในศักยภายของคุณเลย ผมเห็นคุณเล่นได้ดี ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่ผมรู้สึกว่าคุณมีทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งมันเป็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างผู้เล่นที่เล่นได้อย่างสม่ำเสมอและผู้เล่นที่เล่นได้ดีแค่ช่วงเวลาหนึ่ง”

“และนั่นคือความแตกต่างระหว่างผู้เล่นระดับท็อปกับผู้เล่นที่มีศักยภาพสูง ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คุณจะต้องคิดได้เอง ว่าทำไมอาชีพของคุณถึงมีช่วงขาขึ้นและลงหยุมหยิมแบบนี้”

“ผมไม่รู้หรอกนะ ผมไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตไหม บางทีคุณอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ บางทีก็อยากจะเป็นไอ้หนุ่มปาร์ตี้ ผมไม่รู้ มีแค่คุณที่รู้”

“เวลามันผ่านไปเร็วมาก ๆ และผมคิดว่าวันหนึ่งคุณจะเสียใจ ที่คุณไม่สามารถไปในจุดที่สามารถไปถึงได้ ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณไดั แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทุกครั้ง ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณยิงทุกนัด ผมแค่บอกคุณว่า คุณจะเสียดาย คุณควรจะคาดหวังจากตัวเองมากกว่านี้ ไม่ใช่ผมที่คาดหวังจากคุณ แต่มันเป็นตัวของคุณเอง”

ฟุตบอล ไม่ใช่แค่งาน

ด้วยคาแรคเตอร์ที่เป็นตัวของตัวเอง, อารมณ์ร่วมในสนาม และความบ้าคลั่งเกมลูกหนังของกุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้ ทำให้เขาได้รับฉายา ‘เดอะ สเปเชียล วัน’ และนั่นส่งผลให้กลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอล

มูรินโญ เคยกล่าวเอาไว้ว่า เขาไม่ได้อยากจะมองฟุตบอลเป็นแค่งาน แต่เขาคิดว่าเกมกีฬาชนิดนี้ เป็นอะไรที่พิเศษไปมากกว่านั้น

“ฟุตบอลเป็นงานที่พิเศษ ที่ผมไม่ได้อยากเรียกมันว่างานเลย เพราะถ้ามันเป็นแค่งานนั่นหมายความว่าเราไม่ได้ชอบมันจริง ๆ”

เล่นเกมรับให้สนุกเหมือนยิงประตู

แน่นอนว่าทุก ๆ คนที่ติดตามเกมฟุตบอล คงรู้กันเป็นอย่างดีว่า แผนการเล่นหลัก ๆ ของ มูรินโญ คือการเล่นแบบรัดกุม และเน้นแพ็คเกมรับแบบเต็มสูบ รอจังหวะที่คู่แข่งผิดพลาดและทำการเล่นเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว ซึ้งแผน ๆ นี้ทำให้เขาคว้าแชมป์มาโดยตลอด

อดีตเฮ้ดโค้ชของ เรอัล มาดริด ได้เผยว่า เขาได้บอกกับนักเตะทุกคนว่าเขาต้องการให้ทีมเล่นเกมรับให้สนุก เหมือนกับการเข้าทำเกมรุกและยิงประตู ด้วยแนวคิดนี้จะส่งผลให้นักเตะในทีมของเขามีความรัดกุมในเกมรับมากยิ่งขึ้น

“บางครั้ง ผมเรียกร้องจากผู้เล่นมากเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ใช่แค่การจัดการทางกลยุทธ์ มันไม่ใช่แค่การวางแผนการเล่น มันคือแนวคิดด้วย”

“มันจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อทีมเล่นเกมรับได้ดี และสนุกกับการเล่นเพื่อไม่ให้เสียประตู แบบเดียวกับที่คุณสนุกไปกับการทำประตู การมอบแนวคิดพวกนี้ให้กับนักเตะคือสิ่งที่ผมอยากจะทำ”

โมโหดีกว่านั่งเสียใจ

โดยปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกมกีฬาชนิดไหน ผู้ที่แพ้ในเกมนั้น ๆ มักจะเกิดอาการเสียใจเป็นธรรมดา ทว่า มูรินโญ กลับไม่คิดแบบนั้น เขากลับคิดว่า หากคุณแพ้ แล้วคุณมาหงุดหงิด มาออกอาการโมโห นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังที่จะต้องการออกไปทำผลงาน ออกไปแก้ตัวในเกมต่อไป ซึ่งมั่นดีกว่ามานั่งเสียใจแล้วไม่ได้อะไร แถมยังทำให้บรรยากาศในทีมดูซึมเศร้าอีกด้วย

“หากว่าผู้เล่นมีปฏิกิริยาแบบนี้หลังจากจบเกม ผมคิดว่ามันดีมาก ผมไม่อยากให้จบเกมแล้วนักเตะแพ้แล้วก็ร้องไห้หรือหดหู่ แต่ผมอยากให้นักเตะรู้สึกไม่พอใจ”

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ