หนึ่งในกุนซือที่ถูกยกย่องว่าเก่งที่สุดในโลก และเป็นกุนซือที่นักเตะล้วนแต่อยากที่จะร่วมงานด้วยสักครั้งในชีวิตการค้าแข้ง ว่าแต่ เขามีแนวคิดและเบื้องหลังในการทำงานอย่างไรถึงสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นโค้ชที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นนี้?

เป็นที่รู้กันดีว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมชาวสเปน และผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์​ ซิตี้ ในปัจจุบัน ล้วนแต่มีเชื่อเสียงเรียงนามที่ดีมาก ๆ ในการบริหารจัดการนักเตะในทีมฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยคุม บาร์เซโลนา หรือ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเขาได้พาทีมเหล่านั้นกวาดแชมป์มาแล้วมากมาย

นั่นทำให้นักเตะหลาย ๆ ราย ล้วนแต่อยากจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับยอดกุนซือรายนี้สักครั้งในชีวิตนักฟุตบอล ว่าแต่ เขามีเบื้องหลังการทำงานหรือแนวคิดอย่างไร ถึงทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้?

ซึ่งทุก ๆ มุมของเขาทั้งในและนอกสนาม ถูกเล่าผ่านสารคดี All or Nothing : Manchester City สู้สุดใจ หรือ พ่ายแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของทางสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Prime Video

แน่นอนว่ามันทำเราได้เห็นทั้งแนวคิด และวิธีการทำงานของ กวาร์ดิโอลา แบบหมดจดผ่านสารคดีตัวนี้ โดยทาง EkingsNews ได้รวบรวมปรัชญาและมุมมองในเรื่องฟุตบอลของกุนซือชาวสเปนรายนี้มาไว้ที่นี่

ที่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่สนามฟุตบอล แต่เป็นห้องแต่งตัว

ในเกมการแข่งขันฟุตบอล การปลุกใจ หรือการสร้างบรรยากาศดี ๆ ในทีมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ แน่นอนว่ามันส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือว่าเป็นทีม โดย กวาร์ดิโอลา มองว่า สถานที่ที่จะทำแบบนั้นได้ดีที่สุดนั่นคือในห้องแต่ตัว ซึ่งเป็นที่ที่ทุก ๆ คนภายในทีมไม่ว่าจะเป็นนักเตะ โค้ช หรือทีมงานสต๊าฟอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

“สิ่งที่ผมพลาดมากที่สุดตอนที่ยังเป็นผู้เล่นอยู่คือผมคิดว่าอย่าไปอยู่ในห้องแต่งตัวนาน ๆ”

“ทว่า ห้องแต่งตัวเนี่ยแหละมันเป็นที่ที่ดีที่สุดแล้ว ดีที่สุดจริง ๆ รองลงมาก็คือในสนามแข่ง ในห้องแต่งตัว ตอนที่มีการเล่นมุก มีนักเตะอยู่รวมกัน ตอนที่พวกเขาบ่นโค้ช ตอนที่พวกเขาเล่าเรื่องที่ดีและไม่ดี”

“ผมชอบให้ห้องแต่งตัวนั้นเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยก่อนการแข่งขันจะเริ่ม ผมรู้สึกว่ามันเป็นการปลุกใจและทำให้นักเตะมีชีวิตชีวา”

เป็นให้มากกว่าโค้ช

ขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมแล้ว มันก็คงไม่ต่างอะไรจากคุณครู หรือ อาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ และแน่นอน นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน คนเป็นครู ก็ควรที่จะสอนศิษย์ในเรื่องอื่น ๆ นอกจากการเรียนด้วย

ซึ่ง กุนซือชาวสเปนก็มองเหมือนกันแบบนี้ นอกเหนือจากเรื่องในสนามฟุตบอลแล้ว เขาพร้อมที่จะให้คำปรึกษากับเหล่านักเตะในเรื่องการใช้ชีวิตข้างนอกสนามฟุตบอลอีกด้วย เพื่อเป็นการสร้างความสบายใจต่อเขาและตัวนักเตะเอง

“บางครั้งนะ พวกเขา (นักเตะ) ก็จะเดินเข้ามาถามและปรึกษาผมเรื่องชีวิตบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าคุณก็ต้องรับบทเป็นคุณพ่อ หรือพี่ชาย และอื่น ๆ ผมพยายามจะแนะนำเขาเพื่อให้เขาได้รับสิ่งที่ต้องการในชีวิต”

เกลียดผมได้ แต่ต้องเห็นแก่ทีมด้วย

ความเห็นไม่ลงรอยกับโค้ชนั้นเป็นเรื่องที่อยู่กับฟุตบอลมาโดยตลอด โดยอดีตกุนซือของ บาร์เซโลนา นั้นรู้ดีถึงเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็บอกชัดเจนว่า ใครจะเกลียดตัวเขายังไงก็ได้ ไม่ต้องเล่นเพื่อเขา แต่อย่างน้อยก็ต้องเล่นเพื่อทีม เพื่อเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ด้วย

“ผมรู้ว่าพวกคุณมีความสามารถ แต่เวลาที่ผมคิดเรื่องนั้น (การสร้างความแตกต่าง) เป็นเพราะว่าทีมเรากำลังต้องการมัน และพวกคุณต้องทำมัน”

“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องร่างกาย แต่มันเป็นเรื่องของจิตใจ จิตใจคุณต้องจดจ่ออยู่กับเกม พวกคุณต้องพร้อมสำหรับการแข่งขัน มีสมาธิเพื่อเอาชนะ”

“บางทีคุณอาจจะไม่เชื่อสิ่งที่ผมสั่ง ผมยอมรับได้นะ ถ้าพวกคุณจะเกลียดผม ก็เชิญเลย บางคนเล่นดีกว่าเดิมตอนโมโหผม ก็เอาแบบนั้นเลย แต่ว่าพวกคุณต้องสามัคคีกันนะ กับผมนี่ไม่ต้องขนาดนั้น”

“ตลาดหน้าหนาวใกล้จะมาแล้ว ใครไม่พอใจอะไรยังไง คุณก็ไปได้เลย เกลียดผมเลย วิจารณ์ผมได้ แต่ตอนที่พวกคุณอยู่ในสนาม แสดงคุณค่าของตัวเองออกมาหน่อยสิ ทุกการซ้อม ทุกการแข่งขัน”

ความกดดัน คือกุญแจสู่ชัยชนะ

นักเตะหลาย ๆ คนคงไม่รู้สึกชอบกับความกดดันสักเท่าไหร่ เพราะนอกจากมันจะส่งผลกระทบถึงฟอร์มการเล่นที่อาจจะไม่สามารถเล่นได้เต็มที่แล้ว มันยังส่งผลกระทบถึงสภาพจิตใจอีกด้วย

แต่ กวาร์ดิโอลา กลับมองตรงกันข้าม เขามองว่า หากทีมแบกรับความกดดันเอาไว้ มันจะทำให้ทุกคนเต็มที่ทุกนาที และผลงานทีมก็จะออกมาดีและเป๊ะที่สุดไม่ว่าจะการแข่งขันไหนก็ตาม

“ทุกคน ผมอยากให้พวกคุณรู้สึกถึงความกดดันเข้าไว้ เพื่อที่พวกคุณจะได้กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดในการแข่งขัน ไม่ว่าจะในพรีเมียร์ลีก หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก”

“พวกคุณต้องรู้สึกถึงความกดดัน ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น คุณก็ไปไม่ถึงแชมป์หรอก”

“ความกดดันมันเป็นอะไรที่พิเศษนะ มันทำให้ทุกคนต้องเล่นให้เต็มที่ทุกวินาที และ ทุกนาที ซึ่งสิ่งที่แย่ที่สุดในฟุตบอลก็คือการที่คุณไม่ยอมทุ่มเทเต็มร้อยนั่นแหละ”

“มันคือความผิดพลาด เราต้องเล่นด้วยร่างกาย และสมอง นั่นคือความแตกต่าง”

ยึดมั่นในแนวทางการเล่น

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นแชมป์ในโลกของฟุตบอลนั่นก็คือความสม่ำเสมอในแนวทางการเล่น แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ อดีตเฮ้ดโค้ชของ บาเยิร์น มิวนิค ชี้ว่ามันคือบททดสอบที่นักเตะต้องเจอ และถ้าผ่านไปได้ นั่นหมายความว่า คุณก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นแชมป์

“ผมรู้ว่ามันยาก ผมรู้ว่าทุกคนอยากชนะ แต่พวกคุณต้องเล่นฟุตบอลด้วยความกล้าหาญก่อน”

“เล่นฟุตบอลในแบบที่ดีที่สุดของเรา ไม่สำคัญหรอกว่าเราเคยอยู่จุด ๆ ไหนมา แต่เราต้องเล่นในแบบของเรา เล่นด้วยความกล้าหาญ เพื่ออะไรล่ะ ก็เพื่อมาถึงรอบชิงชนะเลิศไงล่ะ”

“แล้วมันจะมีความหมายอะไรถ้ามาถึงรอบชิงแล้วดันไม่เล่นในแบบที่เราเล่นมาตลอดทั้งฤดูกาล พวกคุณต้องโชว์ให้คนอื่เห็นว่าเราเป็นใคร นั่นคือบททดสอบที่พวกคุณต้องทำ” กวาร์ดิโอลา พูดกับลูกทีมในระหว่างพักครึ่งเกมกับ อาร์เซนอล ในศึก คาราบาว คัพ รอบชิงชนะเลิศปี 2018 ก่อนที่เรือใบสีฟ้า จะอัด ไอ้ปืนใหญ่ 3-0 คว้าแชมป์รายการนี้ในปีนั้นไปครอง

โทษกันเอง คือหายนะ

ในเกมที่ผลสกอร์ไม่ได้ออกมาเป็นดั่งใจ มันทำให้ผู้เล่นหลาย ๆ คนไม่พอใจ และอาจถึงขั้นหาคนรับผิดชอบ ซึ่ง เป๊ป มองว่าการที่ทำแบบนั้นมันไม่ได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะทำให้บรรยากาศในทีมเสีย หากต้องการจะโทษใครสักคน ให้โทษผู้จัดการทีมอย่างเขาเพียงแค่คนเดียวพอ เพราะเขารู้สึกว่านี่คือหน้าที่ที่กุนซือคนหนึ่งจะต้องรับผิดชอบ

“ความผิดพลาดที่แย่ที่สุดก็คือการที่เราเริ่มพูดโทษกันไปโทษกันมา”

“จริง ๆ แล้ว ถ้าพวกคุณมีอะไรที่ไม่เห็นด้วย มาบ่นเรื่องการตัดสินใจของผมคนเดียวดีกว่า การที่มาโทษกับเพื่อนร่วมทีมกันเองแบบนี้ มันไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย”

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ