ทีมชาติไทย ประเดิมสนามฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F พบกับ คีร์กีซสถาน ที่ สนามอับดุลลาห์ บิน คาลิฟา สเตเดียม ประเทศกาตาร์

มาซาทาดะ อิชิอิ มีการปรับเปลี่ยนผู้เล่นถึง 7 คนจากเกมที่เขาคุมทีมนัดแรกในการอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดย 4 คนที่เป็นตัวจริงต่อคือ ปฏิวัติ คำไหม ผู้รักษาประตู ,เอเลียส ดอเลาะ เซนเตอร์ฮาล์ฟ ,นิโคลัส มิคเกลสัน แบ็กขวา และ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ กองกลาง

ธีราทร บุญมาทัน ออกสตาร์ทตัวจริงพร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีมในตำแหน่งแบ็กซ้าย ขยับ มิคเกลสัน กลับไปยืนแบ็กขวาตามถนัด ส่วน พรรษา เหมวิบูลย์ มายืนเซนเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ เอเลียส ดอเลาะ ทำให้ กฤษดา กาแมน ต้องสลับไปนั่งสำรอง

แดนกลาง พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี เล่นร่วมกับ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ โดยแนวรุกมี ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ฝั่งขวา สุภโชค สารชาติ ตรงกลาง และ บดินทร์ ผาลา ฝั่งซ้าย ให้ ศุภชัย ใจเด็ด เป็นหน้าเป้า

นาทีที่ 14 ทีมไทยเกือบได้เฮจากจังหวะที่ มิคเกลสัน ทะลุไปทางฝั่งขวาก่อนจ่ายเข้ากลาง สุภโชค ยิงไปชนเสาเข้าทาง ศุภชัย ใจเด็ด ซ้ำเข้าไปแต่เป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

นาทีที่ 21 โอกาสอีกครั้งของทีมชาติไทย สุภโชค สารชาติ กระดกบอลให้ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา หลุดไปยิงชนคานอีกครั้ง

นาทีที่ 26 ไทยขึ้นนำจนได้ บดินทร์ ผาลา เลี้ยงตัดเข้าในก่อนซัดจากนอกกรอบเขตโทษ ผู้รักษาประตู คีร์กีซสถาน ปัดออกมา ศุภชัย ใจเด็ด ตามซ้ำเข้าไป 1-0

ช่วงทดเวลา ปฏิวัติ คำไหม สาดยาวให้ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา หลุดเดี่ยวแต่จังหวะสุดท้ายยิงหลุดกรอบจบครึ่งแรก ไทยนำ 1-0

ครึ่งหลังทีมชาติไทยมีการเปลี่ยนตัวส่ง สารัช อยู่เย็น ลงแทน พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี

แค่นาทีแรกของครึ่งหลัง บอลยาวจาก ธีราทร บุญมาทัน ให้ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา หลุดเดี่ยวอีกครั้งแต่ยิงไม่ผ่านผู้รักษาประตูคีร์กีซสถาน

นาทีที่ 48 ไทยขยับหนีเป็น 2-0 บอลเริ่มจาก ธีราทร อีกครั้งครอสจากซ้ายไปขวา มิคเกลสัน ยกกลับมาหน้าประตูบอลโดนหลังแนวรับคีร์กีซสถานตั้งให้ ศุภชัย ใจเด็ด ซัดง่ายๆเข้าไป

นาทีที่ 77 ศุภชัย ใจเด็ด ผู้ทำสองประตูถูกถอดออกโดย อิชิอิ ส่ง ธีรศักดิ์ เผยพิมาย ลงมาแทน

จบเกมทีมชาติไทยชนะคีร์กีซสถาน 2-0 คว้า 3 แต้มได้สำเร็จ พร้อมรับโบนัสอัดฉีดจาก มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมเป็นเงิน 3 ล้านบาท

มาซาทาดะ อิชิอิ สร้างประวัติศาสตร์เป็นกุนซือคนแรกที่นำทีมชาติไทยประเดิมสนามเอเชียนคัพด้วยชัยชนะ นับตั้งแต่เข้าร่วมครั้งแรกในปี 1972 หรือ 52 ปีที่แล้ว

อ่านข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ