เขาเคยเป็นต้นแบบแข้งนักสู้จากนักเตะโนเนมสู่ผู้เล่นทีมชาติไทย กับชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นพลุแตกในสมัยที่ค้าแข้งกับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด สโมสรที่ปลุกปั้นเขาขึ้นมา
เส้นทางฟุตบอลของ สิโรจน์ ฉัตรทอง ไม่เคยราบรื่น เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร นนทบุรี เอฟซี ในปี 2012 เป็นทีมแรก ก่อนย้ายไป บีซีซี เทโร ในปี 2013 – 2015 เวลานั้น สิโรจน์ ยังเป็นเพียงนักเตะธรรมดารูปร่างผอม ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนทุกวันนี้ และบ่อยครั้งที่เขาโดนเพื่อนร่วมทีมตำหนิฝีเท้า บางครั้งรุนแรงถึงขั้นโดนด่า “ไอ้ควาย” ในสนาม
เขาลงเล่นด้วยความเจ็บปวดกับเสียงตำหนิเรื่องฝีเท้า แต่เขายอมรับว่า เขาไม่ได้เก่งกาจหรือเด่นเหนือใคร แต่สิ่งที่เขาทำคือไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และพร้อมสู้สุดกำลังเมื่อโอกาสมาถึง
ในปี 2016 ชื่อของ สิโรจน์ ฉัตรทอง เริ่มถูกพูดถึงในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงจาก อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ทีมในไทยลีก ดิวิชั่น 2 ภายใต้การคุมทีมของ สก็อตต์ คูเปอร์ ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือ การท่าเรือ เอฟซี สิโรจน์ ในวัย 23 ปี เป็นกำลังหลักของ “เทพอินทรี” ในตำแหน่งกองหน้า เขาทั้งเร็ว, แข็งแกร่ง, ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม บวกความมั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกครั้งที่ลงสนาม กระทั่งวันหนึ่งประตูสู่ทีมชาติไทย มาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว
ชื่อของเขาเริ่มถูกแฟนบอลพูดถึงเป็นวงกว้างกับของดีจากดิวิชั่น 2 และคอยเรียกร้องให้ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชทีมชาติไทย เวลานั้นลองเรียกมาติดธงช้างศึก สักครั้ง ซึ่งโอกาสที่นักเตะจากลีกรองจะติดทีมชาติไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย

แมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือศึกโตโยต้า ลีก คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย 2016 อุบลฯ เปิดบ้านพบ เมืองทอง ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่จากไทยลีก 1 เกมวันนั้น สิโรจน์ โชว์ความยอดเยี่ยมที่ฉีกกระชากแนวรับ “กิเลนผยอง” ปั่นป่วนได้ตลอดทั้งเกม แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 1-2 แต่ สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้รับคำชม และทำให้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ติดตามฟอร์มแข้งรายนี้ ก่อนเรียกมาติดทีมชาติไทย ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ทีมชาติมาก่อน
ต่อมาในปีเดียวกัน สิโรจน์ มีชื่อชุดลุยศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในปี 2016 ซึ่งถือเป็นทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดเต็มตัว เมื่อประเดิมสกอร์แรกของเขาในนามทีมชาติไทย ยิ่งกว่านั้นเขายังทำสองประตูพา ช้างศึก ชนะทีมชาติอินโดนีเซีย 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ เลกสอง พาไทยคว้าแชมป์อาเซียน สมัยที่ 5 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมผลงานส่วนตัวที่ยิงรวม 3 ประตู ครองรองดาวซัลโวร่วมในครั้งนั้น
หลังจากนั้นเขามีชื่อติดทีมชาติไทยเรื่อยมา และอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์พระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 แต่หลังย้ายไป เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในปี 2017 ฟอร์มของเขาเริ่มดิ่งลง…
สิโรจน์ ในวัยย่าง 25 ปี ย้ายร่วมทัพ “กิเลนผยอง” ด้วยค่าตัวราว 13 ล้านบาท พร้อมความคาดหวังในฐานะขุมกำลังแนวรุกคนใหม่ที่จะช่วยป้องกันแชมป์ไทยลีกสองสมัยติด อย่างไรก็ตามหลังฤดูกาลเริ่มต้นขึ้น สิโรจน์ กลับไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีม บ่อยครั้งเขาต้องนั่งสำรอง เพราะ เมืองทองฯ ยุคนั้นยังเต็มไปด้วยสตาร์ล้นทีม ทว่าตลอดเวลากับ “กิเลนผยอง” เขายิงประตูไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว
ปี 2018 เขาถูกปล่อยให้ พีที ประจวบ เอฟซี ด้วยความหวังอยากเรียกฟอร์มกลับมาอีกครั้ง หลังเปิดตัวกับทีมใหม่เขายอมรับว่า การได้อยู่กับ เมืองทองฯ เป็นทีมที่ดี แต่เป็นเขาเองที่ยังดีไม่พอ ซึ่งการค้าแข้งใน สามอ่าว สเตเดียม สิโรจน์ กลับมายิงประตูได้อีกครั้ง

“ผมมีโอกาสได้มาอยู่ทีมที่ดีที่สุด แต่เป็นผมเองที่ยังดีไม่พอสำหรับทีมที่ดีที่สุด ขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น ขอบคุณมาก” สิโรจน์ กล่าวในวันเปิดตัวกับ “ต่อพิฆาต”
ส่วนในทีมชาติไทย เขาได้รับโอกาสจาก มิโลวาน ราเยวัช เฮดโค้ชช้างศึกเวลานั้น เรียกไปติดทีมอีกครั้ง แต่หลายครั้งเขาโดนเปลี่ยนจากริมเส้นเป็นกองกลางตัวรับ เมื่อเฮดโค้ชชาวเซอร์เบีย ต้องการหาตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อใช้งานเขา ทว่าฟอร์มเดิมที่เคยทำได้ในช่วงเปิดตัวกับช้างศึกหนแรกไม่เคยกลับมาอีกเลยรวมถึงระดับสโมสรที่โอกาสลงเล่นของเขาลดน้อยลงไป
ผลงานลงสนามที่มากขึ้นทำให้เขาได้ย้ายจาก พีที ประจวบ เอฟซี เพื่อกลับสู่ทีมใหญ่อีกครั้งกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2020 แม้มีส่วนช่วย “เดอะ แรบบิท” คว้าแชมป์ไทยลีก 1 ได้เป็นสมัยแรกของสโมสร แต่ผลงานส่วนตัวกลับไม่น่าจดจำ เขาลงเล่นในลีกให้ บีจี ปทุมฯ ไปทั้งสิ้น 22 นัด แต่เป็นตัวจริงเพียง 5 เกม ยิงได้เพียง 2 ประตู ก่อนถูกปล่อยให้ ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด ยืมใช้งานกับโอกาสลงสนาม 13 นัดรวมทุกรายการโดยเป็นตัวจริง 8 นัด และสำรอง 5 นัด และไม่เคยกลับสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดเหมือนกับช่วงปี 2016 อีกเลย
หลังกลับมาจากยืมตัว สิโรจน์ ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ บีจี ปทุมฯ และถูกปล่อยให้ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ยืมใช้งาน ซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบัน
หากนับตั้งแต่ปี 2016 กับขวบปีแห่งความสำเร็จของชีวิตนักเตะโนเนมคนหนึ่ง สิโรจน์ เดินมาไกลกว่าที่ตัวเขาคาดคิด น่าเสียดายที่ไม่อาจรักษามาตรฐานไว้ได้ ทำให้เส้นทางกับทีมชาติไทยของ สิโรจน์ บนวัย 29 ปี ยังมีเครื่องหมายคำถามต่อไป…