เยอรมนี เป็นชาติตัวแทนจากทวีปยุโรป ที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วด้วยกัน 4 สมัย ได้แก่ปี 1954, 1974, 1990 และ 2014 เทียบเท่ากับ ทีมชาติอิตาลี โดยเป็นรองเพียงแค่ ทัพเซเลเซา ชาติที่กวาดโทรฟีรายการนี้มากที่สุดตลอดกาลถึง 5 สมัย อีกทั้ง ทัพอินทรีเหล็ก ชุดนี้ มีการผสมผสานระหว่างแข้งเลือดเก่า และเลือดใหม่ ทำให้ชวนนึกถึงชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2010 ของ โยอาคิม เลิฟ ที่ฝากผลงานไว้ในทัวร์นาเมนต์นั้นได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์

อย่างไรก็ตาม ทีมชาติเยอรมนี มีฟอร์มการเล่นสุดย่ำแย่ ก่อนจะตกรอบตั้งแต่ไก่โห่แบบช็อกโลก ด้วยการจบอันดับบ๊วยของตารางคะแนนรอบแบ่งกลุ่ม ในศึกเวิลด์ คัพ ปี 2018 ด้วยการเก็บชัยไปได้เพียงแค่นัดเดียว และปราชัยไปถึง 2 เกม มี 3 คะแนน เท่ากับ ทีมชาติเกาหลีใต้ ทว่าลูกได้เสียของพวกเขาอยู่ที่ -2 ลูก ส่งผลให้ศึกฟุตบอลโลกปี 2018 เป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่เลวร้ายที่สุดของพวกเขาไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า ทัพอินทรีเหล็กโฉมใหม่ ภายใต้การนำทัพของ ฮันซี ฟลิค จะกลับมาสู่ทิศทางที่ดีขึ้นในศึกเวิลด์ คัพ รอบคัดเลือก ด้วยการเอาชนะไปได้ถึง 9 จาก 10 เกมที่ลงสนาม ทว่าทีมที่พวกเขาเผชิญหน้ายังไม่ใช่ทีมที่อยู่ในระดับเดียวกัน และล้วนมีแต้มฟีฟ่าแรงค์กิ้งที่ต่ำกว่าทั้งสิ้น ดังนั้นทัวนาเมนต์ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้ คือ บททดสอบว่า กุนซือวัย 57 ปี ยังคู่ควรกับการพาอินทรีเหล็กตัวนี้บินสูงขึ้นได้ต่อไปอีกหรือไม่ในอนาคต

ดาวเด่น : โธมัส มุลเลอร์

มุลเลอร์ คือ นักเตะวันคลับแมน ของ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา โดยเจ้าตัวลงเล่นในตำแหน่งจอมทัพให้กับทีมเสือใต้ และทีมชาติเยอรมนี ถึงแม้ว่าลีลาการเลี้ยงบอลของ แข้งวัย 33 ปี จะไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด แต่ก็มีจุดเด่นในเรื่องของเบสิคฟุตบอลที่ไม่เป็นสองรองใคร การจ่ายบอลอันแม่นยำ และการจบสกอร์อันเฉียบคม มาทดแทน นอกจากนี้ ตัวรุกชาวเยอรมันลงเล่นให้กับทางต้นสังกัดไปแล้วทั้งสิ้น 423 เกม ถลุงไปมากกว่า 139 ประตู และ 118 นัด กับอีก 44 ประตู ในนามทีมชาติ

เหนือสิ่งอื่นใด แข้งทัพอินทรีเหล็กรายนี้ ถูกโฉลกกับเวทีฟุตบอลโลกเป็นอย่างมาก หลังจากที่เจ้าตัวเคยคว้าตำแหน่งดาวซัลโวควบคู่กับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ เมื่อปี 2010 รวมถึงเป็นรองดาวซัลโวในศึกเวิลด์ คัพ ปี 2014 ด้วยประสบการณ์การผ่านแคมเปญนี้มามากกว่า 3 ครั้ง และเคยชูถ้วยมาใบนี้มาแล้ว เมื่อปี 2014 ส่งผลให้เขาเป็นกำลังหลักสำคัญที่ ทีมชาติเยอรมนี ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน หรือนอกสนามก็ตาม

กัปตันทีม : มานูเอล นอยเออร์

มานูเอล นอยเออร์ คือ ผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่วงการฟุตบอลเยอรมันเคยมีมา โดย มือกาวจอมหนึบรายนี้ เป็นคีย์แมนคนสำคัญที่มีส่วนช่วยให้ บาเยิร์น มิวนิค และ ทัพอินทรีเหล็ก คว้าแชมป์มากมาย ที่สำคัญ นายทวารรายนี้ ยังติดธงเยอรมันตลอดมานับตั้งแต่ปี 2009 และยังเป็นผู้เล่นที่ลงรับใช้ทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นอันดับที่ 5 ด้วยจำนวน 114 นัด

นอกจากนี้ ด้วยฝีมือการเซฟให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูได้บ่อยครั้ง และสถาปนาตนเองเป็น สวีปเปอร์-คีปเปอร์ กอปรกับความเป็นผู้เล่นระดับซีเนียร์ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ กุนซืออย่าง ฮันซี ฟลิค จะไม่เรียกเขามาติดทีมชาติชุดลุยศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ พร้อมมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ในการทำหน้าที่นำทัพอินทรีเหล็กลงสู่สนาม และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา พร้อมกับการคว้าโทรฟีมาอย่างมากมาย จึงไม่มีใครเหมาะสมที่จะรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไปมากกว่า มานูเอล นอยเออร์ อีกแล้ว

ดาวรุ่ง : จามาล มูเซียลา

นี่คือ ดาวโรจน์มหัศจรรย์ในรอบหลายปีของ บาเยิร์น มิวนิค และทัพอินทรีเหล็ก โดย มูเซียลา ในวัย 19 ปี ลงเล่นในศึกบุนเดสลีกา ให้กับ ทัพเสือใต้ ไปแล้ว 71 เกม ซัดไป 20 ประตู พร้อมรอเวลาสุกงอมเพื่อขึ้นมาแทนที่ โธมัส มุลเลอร์ จอมทัพรุ่นพี่ที่กำลังจะโรยราลงไป และล่าสุดเขาได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล โคปา โทรฟี ในพิธีมอบรางวัลบัลลงดอร์อีกด้วย

เจ้าหนูมูเซียลา เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการไปกับลูกฟุตบอล สามารถเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ได้ด้วยความเร็ว ทักษะ และความคล่องตัวสูง เพื่อทะลวงขึ้นไปยังพื้นที่สุดท้ายของฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมด้วยการจ่ายบอลที่แม่นยำ นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่จบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม เรียกได้ว่า เจ้าตัวเป็นแข้งตัวรุกอายุน้อยที่มีความครบเครื่องรอบด้านอย่างที่ผู้เล่นตำแหน่งเบอร์ 10 ทุกคนควรจะมี

ผู้จัดการทีม : ฮันซี ฟลิค

กุนซือวัย 57 ปี มีชื่อเสียงอย่างมากจากการรับหน้าที่กุมบังเหียน ทัพเสือใต้ ในฤดูกาล 2019/20 ด้วยการกวาดทุกโทรฟีเท่าที่จะกวาดได้จากการคุมทีมเพียงแค่ฤดูกาลแรก ไล่มาตั้งแต่ แชมป์บุนเดสลีกา, ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก, แชมป์ซูเปอร์คัพ, เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลก พร้อมกับรางวัลส่วนตัวอีกมากมาย และด้วยโปรไฟล์สุดหรูที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เอง ส่งผลให้ ฮันซี ฟลิค เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศเยอรมนี หมายมั่นปั้นมือว่าเทรนเนอร์มือดีรายนี้ จะเป็นผู้ปลุกชีพอินทรีเหล็กตัวนี้ให้กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ฮันซี ฟลิค เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยทำให้ ทีมชาติเยอรมนี เถลิงแชมป์เวิลด์ คัพ เมื่อปี 2014 ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชของ โยอาคิม เลิฟ พร้อมกับสถิติการคุมทีมชาติชุดปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการลงนำทัพคว้าชัยได้ถึง 10 เกม เสมอ 5 และแพ้ 1 จาก 16 นัด นอกจากนี้ ระบบการเล่นที่ บิ๊กบอสรายนี้ ชื่นชอบ คือ แผนการเล่นแบบ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นแผนที่ค่อนข้างมีความสมดุลสูง มีผู้เล่นอยู่ในทุกพื้นที่ของสนาม เหนือสิ่งอื่นใดธรรมชาติของฟุตบอลเยอรมัน เป็นทีมที่บุกอัดใส่คู่แข่งแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และมีความเชื่อมั่นในเกมรุกของตัวเองสูง ส่งผลให้ เฮดโค้ชในวัย 57 กะรัต มีความเหมาะสมในการนำทีมแชมป์โลก 4 สมัย บู๊ทัวร์นาเมนต์สุดหินนี้อย่างไร้ซึ่งข้อกังขา

11 ตัวจริง และแผนการเล่นที่คาดว่าจะใช้เป็นระบบ 4-2-3-1

ไค ฮาแวร์ตซ์

ลีรอย ซาเน จามาล มูเซียลา โยนาส ฮอฟมันน์

โยซัว คิมมิช อิลคาย กุนโดกัน

เดวิด เราม์ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ นิคลาส ซูเล นิโก้ ชล็อตเทอร์เบ็ค

มานูเอล นอยเออร์

อัตราต่อรองสำหรับการเลือก ทีมชาติเยอรมนี เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 อยู่ที่ 10/1

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ