สำหรับการแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ วันที่ 12 มีคู่แข่งขันทั้งหมด 4 คู่ เช่นเคย โดยเป็นการแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มในแต่ละคู่ มีดังนี้ คู่แรก ทีมชาติโครเอเชีย พบ ทีมชาติเบลเยียม คู่ที่ 2 ทีมชาติแคนาดา พบ ทีมชาติโมร็อกโก คู่ที่ 3 ทีมชาติญี่ปุ่น พบ ทีมชาติสเปน และคู่สุดท้ายระหว่าง ทีมชาติคอสตาริกา พบ ทีมชาติเยอรมนี ซึ่งบทความนี้พวกเรา EkingsNews ได้ทำการรวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว

สำหรับการแข่งขันในวันที่ 12 คู่แรก โครเอเชีย กลับมาสู่ฟอร์มแกร่งได้อีกครั้ง หลังไล่ยำใหญ่ใส่ แคนาดา ไปแบบสู้ไม่ได้ 4-1 ส่งผลให้โอกาสเข้ารอบของ ทัพตราหมากรุก กลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง สวนทางกันกับ ทีมอันดับ 3 ของศึกฟุตบอลโลกปี 2018 อย่าง เบลเยียม ที่เพิ่งปราชัยต่อ โมร็อกโก ไปแบบหมดรูป มิหนำซ้ำพวกเขายังมีปัญหากันเองภายในแคมป์ทีมชาติระหว่าง จอมทัพตัวเก่งอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ และแข้งวัยเก๋า อย่าง ยาน แฟร์ตองเก้น ที่เกือบหวิดวางมวยกันในห้องล็อกเกอร์ ด้วยการไร้ซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กอปรกับฟอร์มที่แย่ลงนี้ ส่งผลให้ ทัพปิศาจแดงแห่งยุโรป มีสิทธิ์ร่วงตกรอบสูง 

ส่วนคู่ที่ 2 แดนาดา ที่เพิ่งโดน โครเอเชีย ถล่มมา 1-4 อาจทำให้สภาพจิตใจตกหล่นลงไป โดยการแข่งขันในวันนั้นแสดงให้เห็นว่าเกมรับของพวกเขามีปัญหา และทางฝั่ง ทัพตราหมากรุก มีโอกาสได้จบสกอร์แทบทุกครั้ง นั่นจึงอาจเป็นช่องโหว่ ที่ทำให้ โมร็อกโก สบโอกาสตรงนั้นเล่นงาน ยิ่งไปกว่านั้น ทัพหมาดำ ต้องการเพียงแค่ผลเสมอเพื่อตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย คาดว่าแมตช์นี้จะไม่ใช่งานที่ยากเท่าไรสำหรับพวกเขาในการเก็บแต้ม         

ถัดมาในคู่ที่ 3 เป็นคิวของ ญี่ปุ่น ที่ลงสนามในนัดที่ 2 ได้อย่างน่าผิดหวัง หลังพ่ายไปให้ คอสตาริกา ไปแบบสุดช็อก 0-1 ชวดเข้าสู่รอบต่อไปอย่างไม่น่าให้อภัย ซึ่งในวันนี้คู่แข่งของ ทัพซามูไรบลูส์ เป็นถึง สเปน ที่ยังไม่แพ้ใคร และมีฟอร์มการเล่นอยู่ในมาตรฐานระดับสูง จึงถือเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ นักรบจากแดนอาทิตย์อุทัย จะเก็บ 3 แต้มจาก ทัพกระทิงดุ

มาถึงคู่สุดท้ายเป็นการลงฟาดแข้งกันของ คอสตาริกา ที่เพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการเฉือนเอาชนะ ญี่ปุ่น ไปด้วยสกอร์ 1-0 ต่อลมหายใจในการเข้ารอบออกไปได้เล็กน้อย ทว่าในวันนี้พวกเขาต้องต่อกรกับ แชมป์ 4 สมัย อย่าง เยอรมนี ที่ฟอร์มการเล่นเริ่มกลับมา หลังแบ่งแต้มกับ สเปน ไปได้แบบเหนือความคาดหมาย ดังนั้นผลการแข่งขันที่ออกมาคาดว่าจะเป็น ทัพอินทรีเหล็ก ที่เป็นฝ่ายคว้า 3 คะแนน ไล่บดบี้ ชาติหมู่เกาะจากทวีปอเมริกากลางอยู่ฝ่ายเดียว

โครเอเชีย 0-0 เบลเยียม

โครเอเชีย ทะลุเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม F หลังแบ่งแต้มจาก เบลเยียม มาได้ แบบไม่มีสกอร์ 0-0 ส่วนทีมอันดับ 3 จากศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน

ภาพรวมของเกมในวันนี้ จริงๆ แล้ว ทางฝั่ง ทัพปิศาจแดงดำ มีโอกาสจบสกอร์ได้มากกว่า และใกล้เคียงจะเป็นประตูที่สุด ทว่ากลับทำไม่ได้เอง

ครึ่งแรก

นาทีที่ 15 เบลเยียม เกือบเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ยานนิค การ์ราสโก้ ไปเตะใส่ อังเดร ครามาริช ในกรอบเขตโทษ ทว่าผู้ตัดสินวิ่งไปเช็ค VAR และให้เป็นลูกล้ำหน้า

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ทั้ง 2 ทีมยังทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันอยู่ที่ 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 60 เบลเยียม เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลังจากที่ โรเมลู ลูกากู ได้แปบอลด้วยเท้าขวาซ้ำลูกยิงของ เควิน เดอ บรอยน์ ทว่าบอลไปพุ่งชนเสาเต็มๆ

นาทีที่ 67 เลอันโดร เดนด็องเกอร์ ได้รับใบเหลืองจากจังหวะเสียบตัดเกมใส่ มาเตโอ โควาซิช

จบการแข่งขัน โครเอเชีย เสมอกับ เบลเยียม แบบไร้สกอร์ 0-0

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • ในช่วงครึ่งเวลาแรก ทั้ง 2 ทีมยิงตรงกรอบ 0 ครั้ง
  • โรเมลู ลูกากู มีโอกาสใส่สกอร์ให้ เบลเยียม ขึ้นนำราว 3-4 ครั้ง ทว่ากลับทำไม่ได้ ส่งผลให้ทีมต้องร่วงตกรอบไป
  • เบลเยียม ส่งบอลเข้าไปสู่ก้นตาข่ายของคู่แข่งได้เพียงประตูเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์
  • ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ปราการหลังโครเอเชีย เล่นเกมรับได้อยากโดดเด่น และช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูหลายครั้งในวันนี้ แน่นอนว่าในไม่ช้าเจ้าตัวจะถูกเหล่าบิ๊กทีมจากทั่วยุโรปตามจีบอย่างแน่นอน

แคนาดา 1-2 โมร็อกโก

โมร็อกโก ฟอร์มฮอตอย่างต่อเนื่องหลังเฉือนเอาชนะ แคนาดา ไปได้ด้วยสกอร์ 1-2 พร้อมตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฐานะแชมป์กลุ่ม F

ด้วยความที่ ทัพหมาดำ ได้ประตูขึ้นนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4 ส่งผลให้พวกเขาลงเล่นในช่วงเวลาที่เหลือโดยไร้ซึ่งความกดดัน จนได้ประตูที่ 2 ทว่ารูปเกมเปลี่ยนไปทันทีในช่วงครึ่งหลัง เนื่องจาก โมร็อกโก ตัดสินใจลงไปตั้งรับแบบเต็มสูบ และเป็นทางฝั่ง แคนาดา ได้บุกอยู่ฝ่ายเดียว ทว่าเมื่อจบการแข่งขันกลับไม่มีประตูใดๆ เพิ่มเติม

ครึ่งแรก

เกมเริ่มต้นได้เพียงแค่ 4 นาที โมร็อกโก ขึ้นนำ 1-0 จากการที่ผู้รักษาประตู มิลาน บอร์ยาน จ่ายบอลพลาด และไปเข้าทาง ฮากิม ซิเย็ค ได้ชิพโล่งๆ เข้าไป

นาทีที่ 7 จูเนียร์ ฮอยเลตต์ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ผู้เล่นโมร็อกโก

นาทีที่ 25 โมร็อกโก ทิ้งห่างออกไปเป็น 2-0 จากลูกยิงสุดสวยของ ยุสเซฟ เอ็น-เนไซรี

นาทีที่ 41 แคนาดา ตีตื้นมาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ แซม อเดกุกเบ้ เปิดยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็นทาง นาเยฟ อักราด สกัดเปลี่ยนทางบอลเข้าประตูไป

นาทีที่ 45+2 แซม อเดกุกเบ้ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ขาของผู้เล่นโมร็อกโก แบบเต็มๆ

นาทีที่ 45+3 โมร็อกโก เกือบได้ประตูที่ 3 หลัง ยุสเซฟ เอ็น-เนไซรี หวดบอลกลางอากาศแบบไม่จับชนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม ทว่าผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก แคนาดา ตามหลัง โมร็อกโก อยู่ 1-2

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 71 แคนาดา เกือบได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะเทคตัวขึ้นโหม่งของ อติบ้า ฮัตชินสัน ทว่าบอลไปชนคานแล้วเด้งลงบนเส้นพอดี ยังไม่ผ่านเข้าประตูไปแบบเต็มใบ

นาทีที่ 84 สตีเวน วิตอเรีย ได้รับใบเหลืองจากจังหวะที่ไปชักศอกใส่ผู้เล่นโมร็อกโก

จบการแข่งขัน แคนาดา พ่าย โมร็อกโก ไปด้วยสกอร์ 1-2

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • โมร็อกโก เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1986
  • โมร็อกโก เสียประตูแรกในทัวร์นาเมนต์ด้วยน้ำมือของนักเตะฝั่งตนเอง ส่งผลให้พวกเขาเข้ารอบโดยที่ยังไม่ถูกคู่แข่งเจาะตาข่าย
  • นาเยฟ อักราด เป็นนักเตะคนแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ทำเข้าประตูตัวเอง
  • แคนาดา ยิงเข้ากรอบ 0 ครั้ง ในเกมนี้
  • โมร็อกโก ยิงเข้ากรอบ 0 ครั้ง ในช่วงครึ่งเวลาหลัง

ญี่ปุ่น 2-1 สเปน

ญี่ปุ่น คว้า 3 แต้มจาก สเปน ได้สำเร็จ ด้วยการเฉือนเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 พร้อมคว้าตั๋วเข้าสู่รอบต่อไป และจบอันดับในฐานะแชมป์กลุ่ม E

รูปเกมเหมือนฉายหนังม้วนเดิมจากนัดที่ ทัพซามูไรบลูส์ คว่ำ เยอรมนี 2-1 ในช่วงครึ่งแรกเป็นทางฝั่ง ทัพกระทิงดุ ที่ได้ไล่บี้ ญี่ปุ่น อยู่ฝั่งเดียว แต่ด้วยหัวจิตหัวใจที่ไม่เคยคิดยอมแพ้ สู้จนหยดสุดท้าย ส่งผลให้พวกเขาพลิกนรกแซงกลับมาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ

ครึ่งแรก

นาทีที่ 12 สเปน ขึ้นนำ 1-0 จากลูกโหม่งของ อัลบาโร โมราต้า

นาทีที่ 39 โก อิตากุระ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดหนักใส่ เปดรี้

นาทีที่ 44 โชโกะ ทานิงุจิ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดหนักใส่ กาบี้

นาทีที่ 45 มายะ โยชิดะ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าสกัด อัลบาโร โมราต้า

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ญี่ปุ่น ตามหลัง สเปน อยู่ที่ 0-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 48 ญี่ปุ่น ตีเสมอ 1-1 จากลูกยิงบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของ ริสึ โดอัน

นาทีที่ 52 ญี่ปุ่น แซงขึ้นนำเป็น 2-1 จากลูกชาร์จจ่อๆ ของ อาโอะ ทานากะ

จบการแข่งขัน ญี่ปุ่น เฉือนเอาชนะ สเปน ไปด้วยสกอร์ 2-1

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • เป็นที่ถกเถียงกันว่าประตูที่ 2 ของ ญี่ปุ่น สมควรได้หรือไม่ หลังจากที่ คาโอรุ มิโตมะ ไปเกี่ยวบอลกลับมา และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าบอลข้ามเส้นออกไปแล้วหรือยัง แต่หากสังเกตตามภาพลูกบอลน่าจะยังออกไปไม่เต็มใบ
  • ดูเหมือนว่า ญี่ปุ่น จะชอบพบกับทีมที่มีขนาดใหญ่กว่าพวกเขาเอง หลังเพิ่งสร้างปรากฏการณ์ล้มยักษ์อีกครั้ง
  • ญี่ปุ่นเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 4
  • ญี่ปุ่น เป็นทีมแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่โดนนำไปก่อนในครึ่งแรก และคัมแบ็คกลับมาชนะได้ในครึ่งหลังถึง 2 เกม
  • ญี่ปุ่น และ สเปน ไม่เคยพบกันมาก่อนในศึกฟุตบอลโลก นี่ถือเป็นแมตช์แรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา
  • อัลบาโร โมราต้า เป็นนักเตะคนที่ 5 ที่ขึ้นแท่นดาวซัลโวร่วม 3 ประตู
  • จากชัยชนะของ ญี่ปุ่น ในวันนี้ส่งผลให้พวกเขาปาดหน้า สเปน ขึ้นเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนนกลุ่ม E และต้องไปพบกับ โครเอเชีย ในนัดถัดไป ส่วนรองแชมป์กลุ่มอย่าง สเปน ต้องไปพบกับ โมร็อกโก

คอสตาริกา 2-4 เยอรมนี

เยอรมนี แก้ตัวเอาชนะ คอสตาริกา ไปได้ 4-2 ทว่า 3 แต้มในวันนี้ ไม่เพียงพอต่อการส่งพวกเขาเข้าสู่รอบต่อไป เนื่องจากจำนวนประตูได้เสียที่น้อยกว่า สเปน ถึง 5 ลูก

รูปเกมเป็นไปตามที่หลายคนคาด ทัพอินทรีเหล็ก ได้ขึงบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียว เหลือแค่จำนวนประตูที่พวกเขาต้องการจะทำ และเล่นงานแนวรับของ คอสตาริกา ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนลูกที่เสียยังคงเป็นซิกเนเจอร์ของ แชมป์ 4 สมัย ที่บุกใส่คู่แข่งทุกทีมแบบเต็มสูบ ไม่ใจสนหลังบ้าน และโดนสวนกลับจนเกือบเสียประตูอยู่บ่อยครั้ง

ครึ่งแรก

นาทีที่ 10 เยอรมนี ขึ้นนำ 1-0 จากลูกโหม่งของ แซร์ช นาบรี้

นาทีที่ 43 คอสตาริกา เกือบได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ เคย์เชอร์ ฟุลเลอร์ ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปยิง ทว่าติดเซฟของ มานูเอล นอยเออร์ สกอร์ยังอยู่ที่ 1-0

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก คอสตาริกา ตามหลัง เยอรมนี 0-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 59 คอสตาริกา ตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกยิงซ้ำเข้าไปแบบจ่อๆ ของ เยลต์ซิน เตเฮด้า

นาทีที่ 61 เยอรมนี เกือบแซงนำ หลัง จามาล มูเซียลา ยิงบอลพุ่งๆ ไปชนเสาเต็มๆ

นาทีที่ 70 คอสตาริกา แซงนำเป็น 2-1 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ มานูเอล นอยเออร์

นาทีที่ 73 เยอรมนี ตีเสมอเป็น 2-2 จากลูกยิงของ ไค ฮาแวร์ตซ์

นาทีที่ 77 ออสการ์ ดูอาร์เต้ ได้รับใบเหลือง

นาทีที่ 85 เยอรมนี พลิกแซงเป็น 3-2 จากจังหวะเข้าฮอสไปยิงของ ไค ฮาแวร์ตซ์

นาทีที่ 90+1 เยอรมนี หนีห่างออกไปเป็น 4-2 จากลูกยิงจ่อๆ ของ นิคลาส ฟุลล์ครุก

https://twitter.com/i6astv/status/1598418691427041280

จบการแข่งขัน คอสตาริกา พ่ายให้กับ เยอรมนี ไปด้วยสกอร์ 2-4

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • เยอรมนี เสียประตูทุกนัดที่ลงแข่งขัน
  • เยอรมนี ร่วงตกรอบแรกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
  • โธมัส มุลเลอร์ ทำประตูในศึกฟุตบอลโลกไม่ได้ 2 ปีติดต่อกัน
  • โธมัส มุลเลอร์ ลงเล่นในนามทีมชาติเยอรมนี 121 นัด เทียบเท่ากับ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ขึ้นเป็นอันดับ 4 ร่วม
  • มานูเอล นอยเออร์ บวกสถิติลงเล่นในนามทีมชาติเยอรมนีเพิ่มอีก 1 นัด เป็น 117 นัด อยู่อันดับที่ 6
  • มานูเอล นอยเออร์ เป็นนักเตะคนที่ 2 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ทำเข้าประตูตัวเอง

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ