สำหรับการแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ วันที่ 15 เดินทางมาสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีคู่แข่งขันทั้งหมด 2 คู่ มีดังนี้ คู่แรก ทีมชาติฝรั่งเศส พบ ทีมชาติโปแลนด์ และ คู่ที่ 2 ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติเซเนกัล ซึ่งบทความนี้พวกเรา EkingsNews ได้ทำการรวบรวมผลการแข่งขัน และประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว

สำหรับการแข่งขันในวันที่ 15 คู่แรก ฝรั่งเศส เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้แบบดีใจไม่สุด หลังจากพวกเขาเพิ่งแพ้ให้กับ ตูนิเซีย ไปอย่างน่าผิดหวัง และถึงแม้ว่าเกมในวันนั้น ทัพตราไก่ จะส่งสำรองลงยกชุด แต่นั่นก็เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าตัวสำรองของพวกเขายังดีไม่พอต่อการมาทดแทนผู้เล่นตัวหลัก

ในขณะเดียวกันคู่แข่งที่ พลพรรคเลอ เบลอส์ ต้องผ่านไปให้ได้อย่าง โปแลนด์ เข้ารอบน็อคเอาท์มาได้อย่างทุลักทุเล หลังจากเอาชนะคู่แข่งในรอบแบ่งกลุ่มได้เพียงแค่นัดเดียว นั่นคือ ซาอุดิอาระเบีย ส่งผลให้เกมวันนี้ขึ้นอยู่กับว่า ฝรั่งเศส จะสามารถเล่นงานแนวรับของพวกเขาได้ดีแค่ไหน

ส่วนคู่ที่ 2 อังกฤษ มีฟอร์มการเล่นที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่พวกเขาตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยสถิติไร้พ่าย ถล่มคู่แข่งไปได้ถึง 9 ประตู เสียเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น และสำหรับคู่แข่งอย่าง เซเนกัล ที่เพิ่งเอาชนะ เอกวาดอร์ เข้ารอบตามหลัง เนเธอร์แลนด์ มาติดๆ ก็ไม่ใช่คู่ต่อกรที่น่ากลัวเท่าไรสำหรับ ทัพทรี ไลออนส์ เพราะฉะนั้นแล้วจึงคาดการณ์ว่า ลูกทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต จะเป็นทีมที่ได้ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายอย่างไม่ยากเย็น           

ฝรั่งเศส 3-1 โปแลนด์

ทัพตราไก่ โชว์ฟอร์มสุดหรูในศึกฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเอาชนะ โปแลนด์ ไปได้อย่างไม่ยากเย็น 3-1 พร้อมทะลุเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟนอล

รูปเกมในวันนี้เป็นทาง ฝรั่งเศส ที่เล่นได้เหนือกว่า ใช้ความอดทน และจังหวะฉาบฉวย โจมตีใส่แนวรับของ โปแลนด์ จนหัวปั่นไม่สามารถเล่นเกมสวนกลับได้ เหนือสิ่งอื่นใดคู่แข่งของ ทัพตราไก่ เล่นมากจังหวะเกินไป เมื่อพวกเขาได้บุกขึ้นมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ทำให้เสียโอกาสในการเข้าทำไปในหลายๆ จังหวะอย่างไม่น่าให้อภัย ก่อนจะเป็นฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้ไป

ครึ่งแรก

นาทีที่ 32 ออเรเลียง ชูอาเมนี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะที่ไปย่ำใส่เท้าของ เปอร์เซมิสลาฟ ฟรานคอฟสกี้

นาทีที่ 38 โปแลนด์ เกือบได้ประตูขึ้นนำ จากการกระหน่ำยิง 3 ดาบ ทว่าติดเซฟของ อูโก้ โญริส และบล็อคของ เหล่าบรรดาปราการหลัง ฝรั่งเศส สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

นาทีที่ 44 ฝรั่งเศส ขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะทะลุกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงโล่งๆ ของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก ฝรั่งเศส ออกนำ โปแลนด์ ไปก่อน 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 บาร์ตอส เบเรซินสกี้ ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเสียบสกัดใส่ อุสมาน เดมเบเล

นาทีที่ 58 ฝรั่งเศส เกือบได้ประตูที่ 2 จากจังหวะที่ตีลังกาสกอร์เปียนคิก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เข้าไปอย่างสวยงาม แต่มีจังหวะฟาล์วก่อนหน้าไปแล้ว

นาทีที่ 74 ฝรั่งเศส หนีห่างออกไปเป็น 2-0 จากประตูของ คิลิยัน เอ็มบัปเป้

นาทีที่ 88 แม็ตตี้ แคช ได้รับใบเหลือง จากจังหวะชนเข้าที่ด้านหลังของ มาร์กุส ตูราม

นาทีที่ 90+1 ฝรั่งเศส บวกเพิ่มเป็น 3-0 จากลูกยิงของ คิลิยัน เอ็มบัปเป้

นาทีที่ 90+6 โปแลนด์ ได้จุดโทษจากจังหวะที่หนึ่งในผู้เล่นของพวกเขาเปิดบอลไปโดนแขนของ ดาโยต์ อูปาเมกาโน

นาทีที่ 90+9 โปแลนด์ ไล่มาเป็น 3-1 จากการสังหารจุดโทษของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

จบการแข่งขัน ฝรั่งเศส เอาชนะ โปแลนด์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • ผู้ตัดสินเช็คเครื่องแต่งกายของนักเตะไม่ดี หลังปล่อยให้ ฌูลส์ กุนเด้ ใส่สร้อยคอทองคำลงเล่นถึง 42 นาที
  • โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ทีมชาติฝรั่งเศส แซงหน้า เธียร์รี อองรี เรียบร้อยเป็น 52 ประตู
  • แม็ตตี้ แคช เป็นผู้เล่นที่รับมือ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้ดีที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นทัวร์นาเมตน์ หลังเขาตัดบอลจาก ศูนย์หน้าชาวฝรั่งเศส ได้หลายๆ จังหวะ
  • คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวอันดับ 2 ของ ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ทำประตูได้มากที่สุด ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 9 ประตู จากการลงเล่นเพียง 11 นัด
  • คิลิยัน เอ็มบัปเป้ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำให้ถึง 5 ประตู ในศึกฟุตบอลโลกรอบน็อคเอาท์ โดยคนที่ทำได้ล่าสุด คือ เปเล่ ในปี 1958
  • รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกเป็นที่โปรดปรานของ ทีมชาติฝรั่งเศส เนื่องจากพวกเขามีสถิติชนะ 100 เปอร์เซ็นต์ จากการลงเล่น 6 ครั้ง
  • คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ทำไปแล้วทั้งสิ้น 16 ประตู จาก 14 เกม หลังสุดให้กับ ทีมชาติฝรั่งเศษ
  • คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ หลังซัดไปแล้วถึง 5 ประตู

อังกฤษ 3-0 เซเนกัล

ทัพสิงโตคำราม โชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังเอาชนะ ทัพสิงโตแห่งกาฬทวีป ไปได้โดยละม่อม 3-0 พร้อมตีตั๋วเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปพบกับแชมป์เก่า ฝรั่งเศส

เกมนี้ ทัพทรีไลออนส์ เหนือกว่าอย่างชัดเจน จากการที่พวกเขาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้จังหวะที่ เซเนกัล กำลังบุกอย่างเมามันส์ สวนกลับอย่างรวดเร็วจนได้ประตูแทบทุกครั้งที่โต้ขึ้นมา ส่วนทางด้าน สิงโตแห่งเตรังก้า เผชิญกับปัญหาเหมือนที่ผ่านมา นั่นคือ การจบสกอร์ที่ไม่เฉียบคมพอ และใช้โอกาสได้อย่างสิ้นเปลือง กอปรกับเกมรับที่ไม่เหนียวแน่น ส่งผลให้ตกร่วงตกรอบตาม โปแลนด์ ไปในคู่ก่อนหน้านี้

ครึ่งแรก

นาทีที่ 39 อังกฤษ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกยิงตามน้ำของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

นาทีที่ 45+3 อังกฤษ หนีออกไปเป็น 2-0 จากลูกยิงโล่งๆ ของ แฮร์รี เคน

หมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก อังกฤษ ออกนำ เซเนกัล ไปด้วยสกอร์ 2-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 57 อังกฤษ นำห่างออกไปเป็น 3-0 จากลูกยิงของ บูกาโย ซาก้า

นาทีที่ 76 คาลิดู คูลิบาลี ได้รับใบเหลือง จากจังหวะเข้าไปกระแทกด้านหลังของ แฮร์รี เคน

จบการแข่งขัน อังกฤษ เอาชนะ เซเนกัล ไปได้ด้วยสกอร์ 3-0

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • นี่เป็นการพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งสองทีม และชัยชนะตกเป็นของ อังกฤษ
  • ในที่สุด แฮร์รี เคน ก็สามารถเบิกประตูแรกในศึกฟุตบอลโลก 2022 ได้สำเร็จ
  • หลังจากที่ แฮร์รี เคน บวกประตูในนามทีมชาติเพิ่มเป็น 52 ประตู ส่งผลให้เขาตามหลังดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ อังกฤษ อย่าง เวย์น รูนีย์ อีกเพียงแค่ประตูเดียว
  • บูกาโย ซาก้า ในวัย 19 ปี ยิงได้ 3 ประตู จากการลงเล่น 3 นัด ในศึกฟุตบอลโลก 2022
  • 3 ประตู ของ อังกฤษ ล้วนมาจากจังหวะโต้กลับ จึงถือได้ว่าจุดเด่นของพวกเขาไม่ใช่การขึงเกมรุกใส่คู่แข่ง
  • ถึงแม้ว่า ฟิล โฟเด้น จะทำประตูไม่ได้ในเกมนี้ แต่เจ้าตัวทำไปได้ถึง 2 แอสซิสต์
  • จอร์แดน พิคฟอร์ด เก็บคลีนชีทเป็นนัดที่ 24 ในนามทีมชาติ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ