สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก่อตั้งมา 107 ปี นั่นหมายความว่าผ่านร้อนมาหนาวมาอย่างโชกโชน

แต่ปัจจุบันวงการฟุตบอลไทยกลับมีอะไรแปลกๆ ที่ไม่เป็นสากลเอาเสียเลย

และนี่คือเรื่องแปลกๆ 5 เรื่องที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลไทย…

1.เคยเรียกร้องฟีฟ่าเดย์ พอมีให้เตะ…ดันไม่ปล่อยตัว

ครั้งหนึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ภายใต้การบริหารของนายกสมาคมฯ คนเก่า ค่อนข้างละเลยกับเกมอุ่นเครื่องช่วง ฟีฟ่า เดย์ และไปมุ่งเน้นกับฟุตบอลลีกจนทำให้ ทีมชาติไทย ไม่มีเกมอุ่นเครื่องตามมาตรฐานฉบับสากล

พอจะแข่งอุ่นเครื่องทีก็ได้ทีมที่ไม่พร้อม เพราะไม่ตรงกับ ฟีฟ่า เดย์ เช่นช่วงนึงฟุตบอลคิงส์คัพ ได้ เกาหลีใต้ ชุดยู 23 มาเตะกับ ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เป็นต้น

นั่นเลยทำให้สโมสรไทยเรียกร้องให้สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับ ทีมชาติไทย ซึ่งไม่มีอะไรยากเลยเพียงแค่จัดโปรแกรมฟุตบอลลีกมีช่วงเว้นวรรคตามปฏิทินฟีฟ่าก็เท่านั้น

เมื่อสมาคมฯ ชุดนี้เข้ามาบริหารจัดการ ทำให้ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมเตะ ฟีฟ่า เดย์ เหมือนชาวบ้านชาวช่อง จึงยกระดับการแข่งขันให้เป็น A แมตช์ และได้ทีมดีดีมาอุ่นเครื่องมากมาย

แต่ล่าสุด ทีมชาติไทย มีคิวเตะอุ่นเครื่อง ฟีฟ่า เดย์ เยือน จอร์เจีย วันที่ 12 ตุลาคม 2023 และเยือน เอสโตเนีย วันที่ 17 ตุลาคม 2023 กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ผู้เล่นตัวหลักไปร่วมทีมหลายคนเพราะบางสโมสรไม่ปล่อยตัว เนื่องจากกลัวว่านักฟุตบอลจะมีอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ซึ่งนั่นดูจะย้อนแย้งกับสิ่งที่สโมสรเคยเรียกร้องเมื่อ 10 ปีก่อนจริงๆ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

2.เรียกตัวทีมชาติ ต้องถามสโมสรก่อน จะปล่อยใครมั่ง

โดยปกติ ฟีฟ่า เดย์ เป็นการแข่งขันที่ฟีฟ่ากำหนด ฉะนั้นมีกฎของฟีฟ่าที่ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าทุกสโมสรจะต้องปล่อยตัวนักฟุตบอลมาเล่นให้กับทีมชาติ หากสโมสรไหนไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ

แต่สำหรับประเทศไทยคือข้อยกเว้น เพราะวิธีการเรียกตัวนักฟุตบอลมาติดทีมชาติเริ่มต้นจากการทำหนังสือสอบถามไปที่สโมสรก่อนว่าปล่อยใครบ้าง จากนั้นถึงส่งหนังสือกลับที่สมาคมฯ และให้โค้ชทีมชาติเลือกผู้เล่นจากที่สโมสรพร้อมปล่อยตัว

ฉะนั้นสมาคมฯ จึงไม่อาจลงโทษนักฟุตบอลหรือสโมสรได้เลย ซึ่งถือเป็นการข้ามหัวกฎของฟีฟ่า แม้วิธีการนี้จะเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับสมาคมฯ แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่สากลเขาใช้กัน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

3.ผลงานในสโมสรไม่มี แต่ดีกรีทีมชาติไทย

ว่ากันว่านักฟุตบอลที่จะติดทีมชาติจะต้องมีผลงานที่ดีกับสโมสรก่อน

แต่ด้วยเหตุผลในข้อ 2 ทำให้บางครั้งเฮดโค้ชทีมชาติไทยไม่อาจเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดได้ ขณะเดียวกันสำหรับรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มีข้อจำกัดเรื่องฝีเท้านักเตะ ทำให้เฮดโค้ชต้องเลือกผู้เล่นที่เคยร่วมงานกันมาก่อนหน้านี้มากกว่าดูผลงานในสโมสร

นั่นจึงทำให้เราได้เห็นนักฟุตบอลบางคนที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามในสโมสรแต่มีชื่อติด ทีมชาติไทย ซึ่งบางคนก็ทำผลงานได้ดีกับทีมชุดยู 23 และก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ เช่น ปุรเชษฐ์ ทอดสนิท

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

4.ผู้ตัดสินเป่าผิด สิ่งที่ดีที่สุดคือเงียบไว้ก่อน

ความผิดพลาดของผู้ตัดสินย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งที่ยากจะยอมรับได้คือการนิ่งเฉยของคณะกรรมการผู้ตัดสิน

จริงอยู่ที่ความผิดของผู้ตัดสินหรือใครๆ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่สำหรับประเทศไทยดูจะใช้เวลานานไปไหม? เพราะบางครั้งต้องให้เรื่องเลยเถิดมานานนับสัปดาห์กว่าจะได้ข้อสรุป หรือหากเป็นเคสที่ไม่โด่งดังมากก็จะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายลมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หากให้เปรียบเทียบกับฟุตบอลต่างประเทศคงต้องยกเคสล่าสุดของ สเปอร์ส กับ ลิเวอร์พูล ที่ผู้ตัดสินและวีอาร์ทำหน้าที่ผิดพลาดจนทำให้ลิเวอร์พูลไม่ได้ประตูและมีส่วนทำให้แพ้สเปอร์ 1-2 ซึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษและสมาคมผู้ตัดสินไม่ปล่อยให้แฟนบอลต้องเถียงกันนาน เพราะเพียงแค่วันเดียวก็ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นความผิดพลาดจริง พร้อมลงโทษผู้ตัดสินคนนั้นๆ ทันที

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

5.ตัวเป็นไงไม่รู้ แต่พร้อมวิจารณ์ถ้าไม่ชนะ

สุดท้ายเป็นเรื่องของแฟนบอลที่มักรับบทนักวิจารณ์ไปด้วยในตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีการพูดถึงฟอร์มหรือผลการแข่งขันของทีมชาติหรือสโมสรตัวเอง

แต่บางครั้งการวิจารณ์ก็มองข้ามความเป็นจริงไปหน่อย เพราะทีมอาจมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ตัวผู้เล่นไม่สมบูรณ์, ฝีเท้าเป็นรอง, ทีมเยือน ฯลฯ

ทว่าหากผลการแข่งขันไม่เป็นดั่งที่หวังก็พร้อมที่จะวิจารณ์แบบไม่ลืมหูลืมตา จนลืมไปว่าทีมของตัวเองไม่ได้เก่งที่สุดในโลก